เซลล์ (Cells) หมายถึง หน่วยชีวิตที่เล็กที่สุดของสิ่งมีชีวิต มีส่วนประกอบหลักคือ เยื่อหุ้มเซลล์ไซโทพลาซึมและนิวเคลียส สิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็กมากอย่างแบคทีเรีย จะประกอบด้วยเซลล์เพียงชั้นเดียว หรือ แมลงวันหนึ่งตัวมีเซลล์หลายล้านเซลล์
การนำเซลล์หลายชนิดมาประกอบกันขึ้นให้เกิดเป็น เลือด กล้ามเนื้อ สมอง และกระดูกของเราขึ้นมาจะได้เซลล์ แบบต่างๆมากมาย ดังนั้นเซลล์จึงสามารถแบ่งออกเป็น 2 แบบ ดังนี้
- เซลล์สัตว์
- เซลล์พืช
เซลล์สัตว์
เซลล์สัตว์ ทุกชนิดมีส่วนประกอบ คือ นิวเคลียส (Nucleus) ไซโตพลาสซึม (cytoplasm) และ เยื่อหุ้มเซลล์
นิวเคลียส (Nucleus) คือออร์แกเนลล์ที่มีเยื่อหุ้ม 2 ชั้น ภายในบรรจุสารพันธุกรรมไว้ มักพบอยู่บริเวณกลางเซลล์ และพบได้ในเซลล์ของพวกยูคาริโอต ซึ่งภายในนิวเคลียส(Nucleus)จะมีดีเอ็นเอ (DNA) กับโปรตีนหลายชนิดที่เกาะตัวอยู่กับดีเอ็นเอ (DNA) เช่น ฮิสโตน (Histone) [โดยในดีเอ็นเอ(DNA)ก็จะมียีน(Gene)ต่างๆ] โดยขดตัวกันเป็นโครโมโซม (Chromosome) มีหน้าที่ ควบคุมการทำงานของเซลล์และสามารถสั่งให้มีการสร้างเซลล์ใหม่
ไซโทพลาซึม (cytoplasm) คือ ส่วนประกอบของเซลล์ที่อยู่ภายใต้เยื่อหุ้มเซลล์ แต่อยู่นอกนิวเคลียส หรือเรียกได้ว่า ไซโทพลาซึม เป็นส่วนของโพรโทพลาสซึมที่อยู่นอกนิวเคลียส ไซโทพลาซึมประกอบไปด้วยส่วนที่เป็นโครงสร้างย่อย ๆ ภายในเซลล์ เรียกว่า ออร์แกเนลล์ (organelle) และส่วนที่เป็นของกึ่งเหลว เรียกว่า ไซโทซอล (cytosol) องค์ประกอบประมาณ 80% ของไซโทพลาซึมเป็นน้ำ และมักไม่มีสี ในเซลล์โพรแคริโอต (ซึ่งไม่มีนิวเคลียส) เนื้อในของเซลล์ทั้งหมดจะอยู่ในไซโทพลาซึม สำหรับเซลล์ยูแคริโอต องค์ประกอบภายในนิวเคลียสจะแยกออกจากไซโทพลาซึม และมีชื่อเรียกแยกว่า นิวคลิโอพลาซึม กิจกรรมต่างๆ ในระดับเซลล์มักเกิดขึ้นในไซโทพลาซึม เช่น ไกลโคไลซิส และการแบ่งเซลล์ บริเวณเนื้อด้านในๆ ของไซโทพลาซึมเรียกว่า เอนโดพลาซึม (endoplasm) ส่วนเนื้อด้านนอกของไซโทพลาซึมที่อยู่ถัดจากเยื้อหุ้มเซลล์ลงมา เรียกว่า เอกโตพลาซึม หรือ เซลล์คอร์เทกซ์ (cell cortex) ในเซลล์ของพืช จะมีการไหลเวียนของไซโทพลาซึมภายในเซลล์เพื่อลำเลียงสารจากบริเวณหนึ่งของเซลล์ไปยังอีกบริเวณหนึ่ง เรียกการไหลเวียนนี้ว่า ไซโทพลาสมิก สตรีมมิ่ง (cytoplasmic streaming) หรือ ไซโคลซิส (cyclosis) ที่มา: วิกิพีเดีย
หน้าที่ของไซโทพลาสซึม มีดังนี้
- มีหน้าที่ช่วยให้เซลล์ดำรงชีวิตอยู่ได้ ไซโตพลาสซึมมีลักษณะคล้ายเยลลี่
- เป็นบริเวณที่เกิดปฏิกิริยาเคมีของเซลล์
- สลายวัตถุดิบเพื่อให้ได้พลังงานและสิ่งที่จำเป็นสำหรับเซลล์
- สังเคราะห์สารที่จำเป็นสำหรับเซลล์
- เป็นที่เก็บสะสมวัตถุดิบสำหรับเซลล์
- เกี่ยวข้องกับกระบวนการขับถ่ายของเสียของเซลล์
- เยื่อหุ้มเซลล์ (Plasma Membrane)
เยื่อหุ้มเซลล์ (plasma membrane) เป็นเยื่อหุ้มที่อยู่ชิดกับผนังเซลล์ อาจมีลักษณะเรียบ หรือพับไปมา เพื่อขยายขนาดเยื่อหุ้มเซลล์เข้าไปในเซลล์ เรียกว่า มีโซโซม (mesosome) หรือที่เรียกกันอีกอย่างว่า “เซลล์คุม” มีหน้าที่ควบคุม การเข้าออกของน้ำ สารอาหาร และอิออนโลหะต่าง ๆ เป็นตัวแสดงขอบเขตของเซลล์ เซลล์ทุกชนิดต้องมีเยื่อหุ้มเซลล์ โดยที่เยื่อหุ้มเซลล์จะเป็นเยื่อบาง ๆ ที่ประกอบไปด้ว สารประกอบสองชนิด คือ ไขมันชนิดฟอสโฟลิปิดกับโปรตีน โดยมีฟอสโฟลิปิดอยู่ตรงกลาง 2 ข้างเป็นโปรตีน โดยมีไขมันหนาประมาณ 35 อังสตรอม และโปรตีนข้างละ 20 อังสตรอม รวมทั้งหมดหนา 75 อังสตรอม ลักษณะที่แสดงส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์นี้ต้องส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน จึงจะเห็นได้
เยื่อหุ้มสามารถแตกตัวเป็นทรงกลมเล็ก ๆ เรียกเวสิเคิล (Vesicle) ซึ่งมีช่องว่างภายใน (Lumen) ที่บรรจุสารต่าง ๆ และสามารถเคลื่อนที่ไปหลอมรวมกับเยื่อหุ้มอื่น ๆ ได้ การเกิดเวสิเคิลนี้เกิดขึ้นได้ทั้งกับการขนส่งสารระหว่างออร์แกแนลล์ และการขนส่งสารออกนอกเซลล์ที่เรียกเอกโซไซโทซิส (Exocytosis) ตัวอย่างเช่น การที่รากเจริญไปในดิน เซลล์รากจะสร้างมูซิเลจ (Mucilage) ซึ่งเป็นสารสำหรับหล่อลื่น เซลล์สร้างมูซิเลจบรรจุในเวสิเคิล จากนั้นจะส่งเวสิเคิลนั้นมาหลอมรวมกับเยื่อหุ้มเซลล์เพื่อปล่อยมูสิเลจออกนอกเซลล์ ในกรณีที่มีความต้องการขนส่งสารขนาดใหญ่เข้าสู่เซลล์ เยื่อหุ้มเซลล์จะเว้าเข้าไปด้านใน ก่อตัวเป็นเวสิเคิลหลุดเข้าไปในเซลล์ โดยมีสารที่ต้องการอยู่ภายในช่องว่างของเวสิเคิล การขนส่งแบบนี้เรียก เอ็นโดไซโตซิส (Endocytosis)
นอกจากนั้น เยื่อหุ้มยังทำหน้าที่เป็นเยื่อเลือกผ่าน ยอมให้เฉพาะสารที่เซลล์ต้องการหรือจำเป็นต้องใช้เท่านั้นผ่านเข้าออกได้ การแพร่ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์เกิดขึ้นได้ดีกับสารที่ละลายในไขมันได้ดี ส่วนสารอื่น ๆ เช่น ธาตุอาหาร เกลือ น้ำตาล ที่แพร่เข้าเซลล์ไม่ได้ จะใช้การขนส่งผ่านโปรตีนที่เยื่อหุ้มเซลล์ ซึ่งเป็นได้ทั้งแบบที่ใช้และไม่ใช้พลังงาน ที่มา: วิกิพีเดีย
เซลล์พืช
เซลล์พืช มีส่วนประกอบ คือ ผนังเซลล์ คลอโรพลาสต์ เยื่อหุ้มเซลล์ ไซโตพลาสซึม แวคิวโอล และนิวเคลียส
เซลล์พืชมีอยู่ทุกส่วนในต้นพืช ลักษณะรูปร่างของเซลล์พืช ในแต่ละส่วนของพืชอาจแตกต่างกันออกไป แต่มีส่วนประกอบด้วยหลักส่วนที่คล้ายคลึงกัน
ผนังเซลล์ (Cell Wall) เป็นเยื้อหุ้มเซลล์บาง ๆ ที่สร้างจากเซลลูโลสที่เหนียว มีหน้าที่ทำให้เซลล์นั้น ๆ แข็งแรง
- คลอโรพลาสต์ (Chloroplast)
คลอโรพลาสต์ (Chloroplast) เป็นพลาสติก ที่มีสีเขียว พบเฉพาะในเซลล์พืช และสาหร่าย เกือบทุกชนิด พลาสติกมีเยื่อหุ้ม 2 ชั้น ภายในโครงสร้างพลาสติก จะมีเม็ดสี หรือรงควัตถุบรรจุอยู่ ถ้ามีเม็ดสีคลอโรฟิลล์ (chlorophyll) เรียกว่า คลอโรพลาสต์ ถ้ามีเม็ดสีชนิดอื่นๆ เช่น แคโรทีนอยด์ เรียกว่า โครโมพลาส ถ้าพลาสติกนั้นไม่มีเม็ดสี เรียกว่า ลิวโคพลาสต์ (leucoplast) ทำหน้าที่ เป็นแหล่งเก็บสะสมโปรตีน หรือกักเก็บสะสมแป้ง ที่เรียกว่า เม็ดสี (starch grains) หรือ Amyloplast
คลอโรพลาสต์ จะพบในเซลล์ที่ทำหน้าที่สังเคราะห์ด้วยแสง และมีคลอโรฟิลล์ไว้ดักจับพลังงานแสง
แวคิวโอล (Vacuole) เป็นออร์แกเนลล์ ที่มีเยื่อหุ้มชั้นเดียว มีลักษณะเป็นถุง มีเมมเบรน ซึ่งเรียกว่า โทโนพลาสต์ (tonoplast) ห่อหุ้ม ภายในมีสารต่างๆ บรรจุอยู่ โดยทั่วไป จะพบในเซลล์พืช และสัตว์ชั้นต่ำ ในสัตว์ชั้นสูงมักไม่ค่อยพบ เซลล์พืชที่มีช่องแวคิวโอลขนาดใหญ่ที่บรรจุด้วยของเหลว จะเรียกว่า น้ำเลี้ยงเซลล์
หน้าที่ แวคิวโอล (Vacuole) มีดังนี้
- ช่วยให้เซลล์พืชดำรงค์ความมีชีวิต
- ทำหน้าที่เก็บสะสมสาร ที่เป็นอันตราย ต่อไวโตพลาสซึมของเซลล์ ในเซลล์พืชที่ยังอ่อน จะมีแวคิวโอลเล็กๆ เป็นจำนวนมาก เซลล์พืชที่เจริญเติบโต เต็มที่สมบรูณ์ แวคิวโอลจะรวมกัน มีขนาดใหญ่มากประมาณ 95 % หรือ มากกว่า โดยปริมาตรของแต่ละเซลล์ สามารถ แบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด คือ
2.1) แซป แวคิวโอล (sap vacuole) พบเฉพาะในเซลล์พืชเท่านั้น ภายในบรรจุของเหลว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นน้ำ และสารละลายอื่นๆ ในเซลล์พืชที่ยังอ่อนๆอยู่ แซป แวคิวโอล จะมีขนาดเล็ก รูปร่างค่อนขางกลม แต่เมื่อเซลล์แก่ขึ้น แวคิวโอลชนิดนี้ จะมีขนาดใหญ่เกือบเต็มเซลล์ ทำให้ส่วนของนิวเคลียส และไซโทพลาสซึม ส่วนอื่นๆ ถูกดันไปอยู่ทางด้านข้าง ด้านใดด้านหนึ่งของเซลล์
2.2) ฟูด แวคิวโอล (food vacuole) พบในโพรโทซัวพวกอะมีบา และพวกที่มีขนซีเรีย นอกจากนี้ ยังพบในเซลล์เม็ดเลือดขาว และฟาโกไซทิกเซลล์ (phagocytic cell) อื่นๆด้วย ฟูด แวคิวโอล เกิดจาการนำอาหารเข้าสู่เซลล ์หรือการกิน แบบฟาโกไซโทซิส (phagocytosis) ซึ่งอาหารนี้ จะทำการย่อย โดยน้ำย่อยจากไลโซโซมต่อไป
2.3) คอนแทรกไทล์ แวคิวโอล (contractile vacuole) พบในโพรโทซัวน้ำจืดเท่านั้น เช่น อะมีบา พารามีเซียม ทำหน้าที่ขับถ่ายน้ำที่มากเกินความต้องการ และของเสียที่ละลายน้ำ ออกจากเซลล์ ์และควบคุมสมดุลน้ำ ภายในเซลล์ให้พอเหมาะด้วย
ดังนั้นเราสามารถแจกแจงความแตกต่างระหว่างเซลล์พืช และ เซลล์สัตว์ ได้ดังนี้
- เซลล์พืช มีผนังเซลลูโลสที่เหนียว แต่ เซลล์สัตว์ไม่มีผนังเซลลูโลส
- เซลล์พืช มีคลอโรพลาสต์ แต่ เซลล์สัตว์ ไม่มีคลอโรพลาสต์
- เซลล์พืช มีช่องแวคิวโอลขนาดใหญ่ที่มีน้ำเลี้ยงเซลล์ แต่ เซลล์สัตว์ บางชนิดมีช่องแวคิวโอลเล็ก ๆ และจะไม่มีน้ำเลี้ยงเซลล์
- เซลล์พืช มีหลายเซลล์รูปร่างคล้ายกล่อง แต่ เซลล์สัตว์ มีรูปร่างหลายแบบ
- เซลล์พืช นิวเคลียสอยู่ข้างเซลล์ แต่ เซลล์สัตว์ จะมีนิวเคลียสอยู่กลางเซลล์
ถ้ามองเซลล์พืชและเซลล์ด้วยกล้องจุลทรรศน์ที่มีกำลังขยายสูง บางครั้งเราจะเห็นจุดเล็กในไซโตพลาสซึมจุดหลายจุด เราจะสามารถบองเห็น ไมโตคอนเดรียได้

ไมโทคอนเดรียน หรือ ไมโทคอนเดรีย หรือ ไมโตคอนเดรีย (mitochondrion, mitochondria) ทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานของเซลล์ ถูกค้นพบครั้งแรกโดย คอลลิกเกอร์ ส่วนใหญ่มีรูปร่างกลมท่อนสั้น คล้ายไส้กรอก ยาว 5-7 ไมครอน มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.2-1 ไมครอน ประกอบไปด้วยโปรตีน 60-65% ลิพิด 35-40% มีเยื่อหุ้มสองชั้น (double unit membrane) ชั้นนอกเรียบหนา 60-80 อังสตรอม เยื่อชั้นในพับเข้าไปเป็นรอยหยักเรียก คริสตี้ (cristae) หนา 60-80 อังสตรอม ภายในบรรจุของเหลวประกอบไปด้วยสารหลายชนิดเรียก แมทริกซ์ (matrix) ที่มา: วิกิพีเดีย
Related