ชีวิตนี้ไม่มีตัวตน ตอน 1 โดย พระครูเกษมธรรมทัต (สุรศักดิ์ เขมรํสี)

นมตถุ  รตนตตยสส   ขอถวายความนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย  ขอความผาสุกความเจริญในธรรมจงมีแก่ญาติสัมมาปฏิบัติธรรมทั้งหลาย
ต่อไปนี้จะได้ปรารภธรรมะก็พึงตั้งใจฟังด้วยดี   พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรมะไว้คือได้บอกกล่าวถึงสัจธรรม  ธรรมที่เป็นจริง  ว่าที่จริงแล้วในสังขารคือร่างกายและจิตใจของทุกชีวิตนี้ โดยที่แท้แล้วไม่มีตัวตน  ทรงแสดงว่าความเป็นตัวตนนี่ไม่มี   ปุถุชนก็จะมีความรู้สึกว่า  เอ๊ะ  ความรู้สึกว่ายังมีตัวตนอยู่  แต่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าไม่มีตัวตน  ไม่มีตัวตนที่จะเป็นเราเป็นของเรา  เป็นของที่เที่ยงแท้และบังคับบัญชาได้  ไม่มี   ไม่มีตัวตนแล้วมันมีอะไร    มันก็มีธรรมชาติอยู่  มีสิ่งธรรมชาติซึ่งแยกประเภทออกไปเป็นห้าอย่างด้วยกัน  มีธรรมชาติรวมกันประชุมกันอยู่ห้าอย่างด้วยกัน  แต่ทั้งห้าอย่างนี้ไม่ใช่ตัวตน
         
ธรรมชาติห้าอย่างนั้นก็มีโดยที่เป็นเพียงธรรมชาติ  คือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติตามเหตุตามปัจจัย  ไม่ใช่ตัวตน    ร่างกายที่ว่าเป็นขาเป็นแขนเป็นศีรษะเป็นตาเป็นหูเป็นจมูกเป็นลิ้นของเรา  หรือว่าตัวเรานั้นน่ะ  มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา   แต่มันก็มีธรรมชาติอยู่มีความจริงอยู่ มีสัจจะความจริงอยู่   ได้แก่อะไรบ้าง  ก็ได้แก่ รูปต่าง ๆ    ธรรมชาติที่เรียกว่ารูป  ก็มี ดิน  น้ำ  ลม  ไฟ  หรือส่วนที่เป็นประสาท ประสาทกาย    เหล่านี้คือธรรมชาติไม่ใช่ตัวตนเราเขา  ส่วนที่รับการกระทบ  รับโผฏฐัพพารมณ์ คือเครื่องกระทบทางกาย   อันนั้นก็เรียกว่าประสาทกาย  กายปสาท  ก็ไม่ใช่ตัวตน    ดินน้ำลมไฟ ซึ่งเป็นรูปเล็ก ๆ   จากเล็ก ๆ ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าเกาะกลุ่มกัน  จากหลาย ๆ กลุ่มรวม ๆ กันมาก ๆ ขึ้น ก็จึงออกมาเป็นสัณฐานชิ้นใหญ่ขึ้น   เป็นอวัยวะชิ้นต่าง   แต่รูปแต่ละรูปนั้นมันเป็นเพียงจุดย่อยนิด ๆ มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า  เป็นปรมาณูเล็ก ๆ  แต่มันเกาะรวมกัน ๆ
         
อุปมาเหมือนกับว่าศาลาหลังนี้   เสาแต่ละต้นความจริงก็เอาเม็ดทรายต่าง ๆ เอาหินเอาทรายเอาน้ำเอามารวม ๆ กัน  ทรายแต่ละเม็ด เม็ดเล็กๆๆๆ เอามา   แต่ว่ารูปในกายของสัตว์ทั้งหลายมันเล็กกว่านั้นอีก  แต่ว่ามันเกาะกลุ่มกันหลาย ๆ กลุ่ม  หลาย ๆ กลุ่ม ก็ออกมาเป็สัณฐานรูปร่าง   แต่ละรูปย่อยลงไปนั้นมันเป็นธรรมชาติ  เป็นธาตุดินน้ำลมไฟ  ดินก็สักแต่ว่าดิน  น้ำไฟลมก็สักแต่ว่าน้ำไฟลม  มันไม่ใช่ตัวตนเราเขา    แต่ว่าปถุชนนั้นก็ไปสำคัญมั่นหมายว่าเป็นตัวตนเป็นเราขึ้นมา  จึงว่าขาของเรา  หรือว่าขานั่นน่ะคือเรา  หรือว่าขาคือของเรา   แขนศีรษะตาหูจมูกลิ้นกายคือเรา  หรือว่าสิ่งนั้นน่ะคือเรา  หรือเราคือตาหูจมูกลิ้นกาย  หรือว่าตาหูจมูกลิ้นกายนี่อยู่ในเรา  หรือว่าเราน่ะไปอยู่ในตาหูจมูกลิ้นกาย    นี้คือความเห็นผิด   นี้คืออุปาทานความเห็นผิด  ความยึดมั่นถือมั่นในทางที่ผิดอยู่  ก็ต้องรับทราบว่าที่เห็นผิดยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวตน เป็นเราอยู่นี้ให้รู้ว่าเห็นผิดอยู่  ยึดผิดอยู่  ด้วยความหลงอยู่  มีอวิชชาครอบงำ มีโมหะคืออวิชชาครอบงำ  แล้วก็มีทิฏฐิความเห็นผิด  มีอุปาทานยึดมั่นถือมั่นอยู่ ที่ติดมาไม่รู้กี่ภพชาติ    เกิดมาชาตินี้เป็นเด็กก็ติดมาเรื่อยจนถึงปัจจุบันนี้  แล้วก็จะต้องไปต่อไปในอนาคต   ถ้าไม่ได้เจริญวิปัสสนาทำลายความเห็นผิดออกไปก็จะหลงผิดอย่างนี้เรื่อยไป    ไม่รู้ความจริง  จะไม่ได้เห็นความจริง  ไม่ได้เห็นสัจธรรม
อีกส่วนหนึ่งก็เป็นความรู้สึก  เป็นความรู้สึกที่เป็นส่วนเข้าไปรู้สึกในอารมณ์ในสัมผัส  อย่างเช่น  มีเครื่องสัมผัสคือเย็นร้อน อ่อนแข็ง หย่อนตึงมาสัมผัสที่กาย    มันก็จะมีธรรมชาติที่เป็นความรู้สึกเกิดขึ้น   ความรู้สึกนี้ปุถุชนก็ไปยึดเอาอีกว่าคือเราคือตัวตน   แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่านั่นไม่ใช่ตัวตนเป็นเพียงธรรมชาติชนิดหนึ่งที่สักแต่ว่าเกิดขึ้นทำหน้าที่รู้สึก   เข้าไปรู้สึกในอารมณ์เรียกว่า เวทนา    ก็ลองพิจารณาว่า มีไหม  รู้สึกอย่างนี้ไหม    รู้สึกว่าเวทนานั้นเป็นเราไหม   สบายกายรู้สึกว่าความสบายกายนั้นคือเราไหน   เวลาไม่สบายกายก็รู้สึกว่าไม่สบายกายน่ะคือเรา   ดีใจเสียใจเฉย ๆ ยึดไหมว่านั่นคือเรา   ถ้ามีความรู้สึกว่าเป็นเรานั้นคืออุปาทาน  มีความยึดมั่นถือมั่นในทางที่ผิดอยู่  ที่ติดมาอยู่นานแล้วและหลงว่าเป็นจริงอยู่   หลงผิดอยู่นะว่าความรู้ สึกนั่นคือเรา  คือหลงผิดอยู่  ยังไง ๆ ก็ยังรู้สึกยังงั้นอยู่ถ้าไม่ได้ปฏิบัติวิปัสสนาให้เข้าไปเห็นแจ้งรู้แจ้ง
          เมื่อมีความรู้สึกมีความจำ จำหมาย จำไปได้ในความหมายในสัณฐานในชื่อก็ว่าเป็นเราอีก  ตัวที่ว่าจำได้หมายรู้น่ะอุปาทานมันก็ยึดว่าเป็นเราอีกเป็นตัวตนอีก    พระพุทธเจ้าก็มาแสดงมาเปิดเผยว่าไม่ใช่ตัวตน   ความจำได้หมายรู้ก็เป็นเพียงสัญญา คือธรรมชาติชนิดหนึ่งที่ปรากฏในลักษณะที่จำอารมณ์    สักแต่ว่าเกิดขึ้นมาทำหน้าที่ในการจำอารมณ์
          อีกธรรมชาติหนึ่ง  เมื่อมีการจำได้หมายรู้ก็เกิดความรักเกิดความชัง  เกิดความชอบเกิดความไม่ชอบ  บางทีก็เกิดความกลัว  บางทีก็เกิดความตื่นเต้น    เหล่านี้ปุถุชนก็ยึดไว้ว่าเป็นเราอีก  ยึดว่าเป็นตัวตนอีก  ว่าความชอบที่เกิดความรู้สึกชอบใจไม่ชอบใจนั่นนะคือเราล่ะ  คือตัวเรา  เราชอบใจเราเกลียดเราโกรธ  หรือเราพอใจเรารักเราชังอยู่  เราฟุ้งซ่าน  เราสงบ  เรารำคาญใจ  เราเสียใจ   ปุถุชนจะมีอุปาทานยึดไว้เป็นเรา    แต่พระพุทธเจ้าก็ตรัสแสดงว่า  สิ่งเหล่านี้ที่ปรากฏเหล่านี้ไม่ใช่ตัวตนไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา  สักแต่ว่าเป็นธรรมชาติที่เรียกว่าสังขาร    ท่านบัญญัติชื่อเรียกว่าสังขาร  คือเป็นธรรมชาติที่เกิดโดยธรรมชาติ  ไม่ใช่เรา  ไม่ใช่ของเรา    ปุถุชนไม่ได้ปฏิบัติวิปัสสนาที่เข้าไปเห็นแจ้งก็จะมีความสำคัญมั่นหมายเป็นตัวตนเป็นเราเขา
          ธรรมชาติอีกส่วนหนึ่งก็จะเป็นลักษณะการรู้  การรับรู้   จะมีการน้อมรับรู้อารมณ์ต่าง ๆ เกิดการคิดเกิดการนึก  นึกน้อมคิดไปแล่นไปสู่อารมณ์ต่าง ๆ     สิ่งเหล่านี้ปุถุชนก็ยึดว่าเป็นเราเป็นตัวตน   ที่คิดที่นึกที่รับรู้อารมณ์นั่นแหละว่าเป็นเราเป็นตัวเราเป็นตัวตน    ก็ต้องรับทราบว่าพระพุทธเจ้าตรัสเปิดเผยว่า  ไม่ใช่ตัวตน  ไม่มีตัวตนหรอก   ตัวรับรู้เป็นเพียงธรรมชาติที่เรียกว่าวิญญาณ  เป็นวิณญาณเป็นจิต  เป็นวิญญาณหรือจิตที่มีลักษณะการรับรู้อารมณ์    สักแต่ว่าเกิดขึ้นรับรู้อารมณ์  ไม่มีตัวตน
          มันก็มีอยู่แค่นี้เองในสังขารในชีวิตอัตภาพของสัตว์ทั้งหลายนี่  มันจะมีอยู่แค่นี้  คือมีรูปมีเวทนามีสัญญามีสังขารมีวิญญาณ    แต่รูปมันก็มีรูปต่าง ๆ   เวทนาก็มีสุข ทุกข์  เฉย ๆ   สัญญาก็จำ   สังขารนี่ก็มากหน่อย  เดี๋ยวโลภ เดี๋ยวโกรธ เดี๋ยวหลง เดี๋ยวฟุ้งซ่าน เดี๋ยวสงสัย  บางทีก็ปรุงแต่งสังขารในส่วนที่ดีเกิดเมตตากรุณาศรัทธาปีติสงบ  ก็มีต่าง ๆ กันออกไป    แต่ว่าก็คือสิ่งที่ปรุงแต่งอยู่ในจิตเรียกว่าสังขาร  ไม่ใช่ตัวตน    แล้วก็วิญญาณก็คือตัวรู้อารมณ์สภาพที่เข้าไปรับรู้อารมณ์    มันมีอยู่อย่างนี้
          ทำไมปุถุชนจึงมีการเข้าไปสำคัญมั่นหมายยึดถือไว้ว่าเป็นตัวตนเป็นเราเป็นเขา   เพราะอะไร   ก็เพราะว่ามีอวิชชาความไม่รู้ผิดบังไว้   คือไม่มีปัญญา  ไม่มีวิชาคือปัญญาจะเข้าไปรู้ไปเห็นจริง ๆ ในธรรมชาติเหล่านี้  เพราะอวิชชามันบังไว้   ทำให้หลงไปเอารูปร่างสัณฐานเป็นความจริง  เอาความหมายเป็นความจริง  เอาชื่อเป็นความจริง   หลงในสมมุติหลงในบัญญัติ ความจริงโดยสมมุติ   ก็ทำลายอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นไม่ได้เพราะไม่เห็นจริงไม่รู้จริง ไม่ได้เห็นสัจธรรม
          เพราะฉะนั้นบุคคลที่ต้องการจะทำลายอุปาทานความเห็นผิดความยึดผิดซึ่งเป็นเหตุให้เกิดกิเลสเกิดกรรม   มีกิเลสก็ทำให้เกิดการกระทำบาป   หรือว่าเมื่อกิเลสเกิดขึ้นความเร่าร้อนความทุกข์ทรมานเดือดเนื้อร้อนใจก็เกิดขึ้น   มีตัณหาก็สร้างภพสร้างชาติต่อไป   สร้างขันธ์ห้าต่อไป  ที่จะมาเสวยวิบากกรรมทนทุกข์ทรมานอีกไม่จบสิ้น    บุคคลที่หวังจะตัดกระแสแห่งกิเลสแห่งความทุกข์แห่งวัฏฏสงสารแล้วก็ต้องมาปฏิบัติตามหลักคำสอนที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้   ก็คือต้องเจริญวิปัสสนา  ต้องเจริญสติปัฏฐานต้องเจริญวิปัสสนา   เพื่อให้เกิดปัญญาเข้าไปรู้แจ้งเห็นจริงที่พระองค์ทรงตรัสว่า  ไม่มีตัวตนไม่มีเราไม่เขา  เป็นเพียงแต่รูปเวทนาสัญญาสังขารซึ่งเป็นธรรมชาติ
          รูปเวทนาสัญญาสังขารนั้นน่ะมันก็ไม่ใช่ชื่อ  ที่เอามาพูดนี้ก็เป็นเพียงชื่อ    ตัวรูปจริง ๆ มันอีกเรื่องหนึ่ง  เวทนาสัญญาสังขารวิญญาณมันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง   คำพูดเหล่านี้เป็นเพียงภาษา ผู้ปฏิบัติจริง ๆ นั้นต้องเข้าไปสัมผัสไปรู้จริง ๆ กับธรรมชาติเหล่านั้น  ไม่ต้องเรียกชื่อแล้ว    ที่รู้จริงนั้นน่ะมันไม่ใช่ชื่อ  รูปไม่ใช่ชื่อ  เวทนาก็ไม่ใช่ชื่อ  สัญญาสังขารวิญญาณก็ไม่ใช่ชื่อ   ชื่อว่ารูปก็ไม่ใช่  ชื่อว่านามก็ไม่ใช่    ชื่อว่าเวทนาชื่อว่าสัญญาชื่อว่าสังขารชื่อว่าวิญญาณก็ยังไม่ใช่ตัวแท้ของธรรมชาติ   ไม่ใช่ตัวรูปตัวนาม  ไม่ใช่ตัวเวทนาสัญญา  ไม่ใช่รูปเวทนาสัญญาสังขารจริง ๆ
          ฉะนั้นผู้ปฏิบัติจะต้องเข้าไปเพิก  ปฏิบัตินี่เพิกสมมติออกไป    ที่เคยติดอยู่กับรูปร่างจากความหมายจากชื่อภาษา   ปฏิบัตินี่ต้องเพิกออกไป  อย่าติดอย่ายึด  อย่าหลงอยู่กับสมมติบัญญัติปฏิบัติวิปัสสนาต้องเข้าไปรับรู้ในปรมัตถ์คือของจริง ๆ สัจธรรม    รูปนาม  รูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณที่มีอยู่จริง ๆ    แต่ก็เอาบัญญัติเป็นสื่อไปก่อนก็ได้    เอาสมมุติเป็นสื่อไปก่อนเพื่อให้เกิดสมาธิ  แล้วจึงละจึงเลิกจึงเพิกสมมุติออกไป  ก็ไปรับรู้ในปรมัตถธรรมจริง ๆ ก็จะสามารถทำลายความยึดมั่นถือมั่นได้จริง

          ตรงไหนที่ยึดมั่นก็รู้ไปตรงนั้นน่ะ  เอาสติเข้าไประลึกรู้ตรงไหน  ตรงนั้นยึดอะไรไว้ล่ะ   ยึดร่างกายนี้เป็นตัวตนก็ปฏิบัติรู้เข้าไปที่ร่างกาย  แต่รู้เข้าไปที่ความจริงนะ ความจริงนั้นมันไม่ใช่รูปร่าง   ถ้าไปดูที่รูปร่างอยู่มันก็ไปดูสมมุติอยู่  ไปดูสัณฐานรูปร่างแขนขาหน้าตาอวัยวะต่าง ๆ นี่คือสมมุติ   จะดูทีแรกเพื่อให้เกิดสมาธินั้นได้   ทำลึกซึ้งลงไปก็เพิกออกไป คือรับรู้ไปที่ความรู้สึกที่ปรมัตถธรรมซึ่งเป็นแกนในอีกทีหนึ่ง   รูปร่างสัณฐานนี่มันมาสวมใส่   มันไม่ใช่ความจริง  มันเป็นเรื่องที่ถูกหลอก  เป็นเรื่องที่จิตมันปรุงแต่งขึ้นมา    นั่งหลับตาแล้วเห็นรูปร่างสัณฐานของตัวเองนั้นเป็นเรื่องที่จิตมันปรุงขึ้นมา  อาศัยสัญญาความจำไว้สัณฐานรูปร่างอย่างนี้  หลับตามันก็เลยเห็นร่างกายของตนเองนั่งอยู่  มีขาอยู่อย่างนี้แขนอยู่อย่างนี้ศีรษะหน้าตาอย่างนี้    นี่คือสมมุติแล้วก็บอกได้อีกว่านี่คือนั่ง  นี่คือนั่งแบบไหน  นี่คือนั่งพับเพียบ  นี่คือนั่งขัดสมาธิ    นั่นคือความหมาย  ความหมายที่ขยายกว้างออกไป  นั่งแล้วก็ยังไม่พอ  นั่งพับเพียบ    เรียกว่า  บัญญัติขยายบัญญัติ  ความหมายขยายความหมายออกไป  เป็นสมมุตินะ
          เวลาปฏิบัติจริง ๆ ต้องเพิกออกไป  เพิกความหมายเพิกรูปร่างสัณฐาน  เพิกชื่อออกไป  ในใจมันคอยจะเรียกชื่ออยู่เรื่อย    พอรับรู้อะไรมันก็เรียกชื่ออันนั้น  มีชื่อแต่ละสิ่งแต่ละอย่างแต่ละชิ้นแต่ละอันนี่  เรียกชื่ออยู่เรื่อยในใจเรา    เรียกชื่อจนกระทั้งเป็นประโยค  จากคำเป็นประโยค  จากประโยคก็เป็นเรื่องเป็นราวอยู่ในใจ    ถ้าไม่สังเกตก็ไม่รู้ตัว  ดูไม่ออกว่าในใจนี้มันมีสมมุติอยู่เรื่อย  มันนึกถึงเรื่องสมมุติอยู่เรื่อย  ความหมายบ้างรูปร่างบ้าง  ซึ่งเรียกชื่ออยู่เรื่อย  มีภาษาในใจ หรือว่ามันพูดอยู่ในใจมันพากย์อยู่ในใจอยู่เรื่อย   นั้นคือสมมุติทั้งนั้น
          ทำอย่างไรที่จะปฏิบัติให้มันเข้าไปสู่ความจริง  ไม่ติดไม่ยึดอยู่ที่สมมุติบัญญัติ    ถ้าอยู่ที่สมมุติบัญญัติมันก็ยังว่าเป็นตัวเราอยู่นั่นแหละ    พอมีสัณฐานมันมีสัณฐานขึ้นมามันก็เป็นกลุ่มเป็นก้อน    ความเป็นกลุ่มเป็นก้อน ความจำเป็นกลุ่มเป็นก้อนมันก็บังอนัตถา  บังความเป็นไม่ใช่ตัวตนไว้   นี่ท่านจึงกล่าวว่า  คณสัญญาคือความจำเป็นกลุ่มเป็นก้อนนั้นจะบังอนัตตาไว้  ดูไปทีไรก็เห็นรูปร่างท่อนแขนท่อนขาสัณฐานร่างกาย    มันก็บังไม่เห็นอนัตตาก็เลยยึดเป็นตัวตนอยู่นั่นแหละ
          ปฏิบัติวิปัสสนาจริง ๆ ก็ต้องเพิกสมมุติออกไป    เข้าไปรับรู้ในสิ่งที่มีอยู่จริง ๆ ในส่วนย่อยต่าง ๆ    สิ่งที่เป็นปรมัตถ์สิ่งที่เป็นของจริง ๆ มันไม่ต้องนึกขึ้นมา  มันไม่ต้องนึกไม่ต้องไปจำอะไรที่ไหน  ไม่ต้องไปจำตำรับตำรา  ก็รู้  รู้ทันที  รู้ปัจจุบันนั้นทันที  คือเข้าไปรับรู้จริง ๆ  เพราะว่าปรมัตถ์นั้นก็มีอยู่ปรากฏอยู่จริง ๆ ที่แสดงปรากฏตัวให้รู้ให้เห็นอยู่จริง ๆ   เพียงแต่ตั้งสติเพียงแต่มีความสงบหยั่งรู้ลงไปอย่างพอดี ๆ   หยั่งรู้ลงไปเกินเลยก็เลยไปเป็นสมมุติอีก  เน้นลงไปเพ่งลงไปรูปร่างสัณฐานก็ขึ้นมาอีก (เทปหมดด้าน)
           ….จะพบว่ามีความรู้สึก มีความตึงไหม ความตึงความแข็งมีไหม  ก็รู้สึกว่ามีความตึง    ความแข็ง  แข็งมากตึงมากก็รู้สึกเจ็บรู้สึกปวดเมื่อยชา    รับรู้แค่ความรู้สึกอย่าให้เห็นเป็นรูปร่าง
ได้ไหม    สติระลึกรู้ที่ความรู้สึกแต่อย่าให้เห็นเป็นท่อนแขนท่อนขาหน้าตา  อย่าให้เห็นเป็นรูปร่างได้ไหม   อันนั้นน่ะคือปรมัตถธรรม    นั้นคือสติที่ระลึกรู้ปรมัตถธรรม ตรงต่อปรมัตถธรรม  แต่มันคอยจะปรุงเลยไปหมด  คอยจะเลยไปรูปร่าง   พอเป็นรูปร่างสัณฐานนั้นน่ะสมมุติแล้ว  ของปลอมแล้ว   เดี๋ยวความหมายมันก็จะเข้ามา  บัญญัติที่เป็นความหมาย    ฉะนั้นน้อมรู้เข้าไปที่ความรู้สึกที่ไม่ต้องเห็นรูปร่างสัณฐาน  มันก็จะไปรู้ที่เย็นร้อนอ่อนแข็งหย่อนตึง    แล้วก็ไม่ต้องบอกด้วยนะว่าหย่อนตึง  ไม่ต้องบอกว่าร้อน  ไม่ต้องบอกว่าแข็งว่าอ่อน   ไม่ต้องบอกว่านี่คือรูปนี่คือนาม    ถ้าไปบอกก็คือสมมุติอีกแล้ว  คือชื่อมัน  มันจะใส่ชื่อลงไปก็เป็นสมมุติอีกแล้ว  ปรมัตถ์จริง ๆ นั่นนะความเย็นร้อนอ่อนแข็งหย่อนตึงนั่นนะมันเป็นปรมัตถ์อยู่แล้ว   ที่เข้าไปรับรู้ ไม่ต้องบอกว่าอะไรเป็นอะไร   พอไปบอกว่าอะไรเป็นอะไรขึ้นมามันก็สมมุติเข้ามาอีก 
สำนักวิปัสสนากรรมฐาน วัดมเหยงคณ์ จ.พระนครศรีอยุธยา

Related Posts

Leave a Reply

© 2026 Ninenovel - Theme by WPEnjoy