600
หลักภาษาไทยเบื้องต้น ตอนที่ 1
หลักภาษาไทยเบื้องต้น
อักษรไทย
อักษรไทยมี 4 ชนิด คือ 1.พยัญชนะ 2.สระ 3.วรรณยุกต์ 4.ตัวเลขไทย
เสียงสระเป็นเสียงแท้ เสียงพยัญชนะเป็นเสียงแปล เสียงวรรณยุกต์เป็นเสียงดนตรี
พยัญชนะไทยมี 44 รูป 21 เสียง พยัญชนะที่สามารถทำหน้าที่เป็นรูปสระได้แก่ อ, ว, ย
สระในภาษาไทยมี 21 รูป 32 เสียง แบ่งเป็นสระเสียงสั้น(รัสสระ) 18 เสียง และ สระเสียงยาว(ทีฆสระ) 14 เสียง
จัดสระในภาษาไทยโดยใช้เสียงสระเป็นเกณฑ์ได้ 4 พวก
1. เสียงสระเดี่ยวหรือสระแท้
2. เสียงสระประสมมี 6 ตัว
3. เสียงสระที่มีเสียงพยัญชนะท้ายมี 4 ตัว
4. เสียงสระที่มีเสียงพยัญชนะประสมมี 4 ตัว
วรรณยุกต์ไทยมี 4 รูป 5 เสียง
พยัญชนะไทยแบ่งโดยใช้ ระดับเสียงเป็นเกณฑ์มี 3 หมู่ เรียกว่า อักษรสามหมู่ หรือ ไตรยางค์
- อักษรสูงมี 11 ตัว ได้แก่ ใข่ ขวด ฉิ่ง ถุง ฐาน ผึ้ง ฝา ศาล ฤาษี เสือ หีบ
- อักษรกลางมี 9 ตัว ได้แก่ ไก่ จิก เด็ก ตาย เฎ็ก ฏาย บน ปาก โอ่ง
- อักษรต่ำมี 24 ตัว แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ อักษรคู่ กับ อักษรเดี่ยว
อักษรคู่ คือ อักษรต่ำที่มีเสียงคู่กับอักษรสูงมี 14 ตัว ได้แก่ พ่อ ค้า ฟัน ทอง ซื้อ ช้าง ฮ่อ
อักษรสูงที่มีเสียงคู่กับอักษรต่ำ ได้แก่ ผี ฝาก ถุง ข้าว สาร ให้ ฉัน
อักษรเดี่ยว คือ อักษรต่ำที่ไม่มีเสียงคู่กับอักษรสูงมี 10 ตัว ได้แก่ งู ใหญ่ นอน อยู่ นะ ริม วัด โม ฬี โลก
การใช้ไม้ม้วน
ผู้ใหญ่หาผ้าใหม่ ให้สะใภ้ใช้คล้องคอ
ใฝ่ใจเอาใส่ห่อ มิหลงใหลใครขอดู
จะใคร่ลงเรือใบ ดูน้ำใสและปลาปู
สิ่งใดอยู่ในตู้ มิใช่อยู่ใต้ตั่งเตียง
บ้าใบ้ถือใยบัว หูตามัวมาใกล้เคียง
เล่าท่องอย่าละเลี่ยง 20 ม้วนจำจงดี
การใช้บัน
บันดาลลงบันได บันทึกให้ดูจงดี
รื่นเริงบันเทิงมี เสียงบันลือสนันดัง
บันโดยบันโหยให้ บันเหินไปจากรวงรัง
บันเทิงถึงความหลัง บันเดินนั่งนอนบันดล
บันกวดเอาลวดรัด บันจวบจัดตกแต่งตน
คำ บัน นั้นฉงน ระวังปนกับ ร-หัน
คำและพยางค์
พยางค์ หมายถึง เสียงที่เปล่งออกมาในแต่ละครั้งจะมีความหมายหรือไม่มีความหมายก็ได้
คำ หมายถึง เสียงที่เปล่งออกมาและต้องมีความหมาย
คำมูล เป็นคำอย่างง่ายแบ่งออกเป็น 2 ประเภท
คำมูลพยางค์เดียว เช่น ร้อน เย็น หนาว มด ยุง นก หนู หนอน
คำมูลหลายพยางค์ เช่น นาฬิกา กะลาสี รถบรรทุก
คำซ้อน เกิดจากการนำคำที่มีความหมายใกล้เคียงกันหรือเหมือนกันมาผสมกันและยังคงได้ความหมายเดิม เช่น
ตีชิง + วิ่งราว = ตีชิงวิ่งราว
ทุบ + ตี = ทุบตี
กัก + ขัง = กักขัง
คัด + เลือก = คัดเลือก
ขัด + ถู = ขัดถู
รอด + พ้น = รอดพ้น
คำซ้อนเพื่อเสียง เกิดจากการนำคำที่มีเสียงใกล้เคียงกันมาซ้อนกัน เช่น
เสียด + สี = เสียดสี
ซัก + ไซ้ = ซักไซ้
ยู่ + ยี่ = ยู่ยี่
เฮ + ฮา = เฮฮา
กุลี + กุจอ = กุลีกุจอ
พะรุง + พะรัง = พะรุงพะรัง
คำซ้ำ คือ คำประสมที่เกิดจากนำคำมูลที่มีเสียง หรือรูปเหมือนกันมาประสมกันเป็นคำใหม่ คงความหมายเดิมแต่น้ำหนักของคำอาจมากขึ้นหรือน้อยลงกว่าเดิม เช่น
เร็ว + เร็ว = เร็วๆ
เบา + เบา = เบาๆ
นา + นา = นานา
หมายเหตุ คำว่านานาใช้ไม้ยมกไม่ได้ และในคำประพันธ์ใช้ไม้ยมกไม่ได้
คำประสม คือ คำที่เกิดจากการนำคำมูลมารวมกันทำให้เกิดความหมายใหม่ที่คงเค้าความหมายเดิม เช่น
ลูก + น้ำ = ลูกน้ำ
เดิน + หน้า = เดินหน้า
นัก + เรียน = นักเรียน
แม่ + น้ำ = แม่น้ำ
วิ่ง + ราว = วิ่งราว
ช่าง + ไม้ = ช่างไม้
ไฟ + ฟ้า = ไฟฟ้า
หวาน + เย็น = หวานเย็น
ชาว + นา = ชาวนา
มาตราที่มีตัวสะกด
- แม่กง สะกดด้วย ง เช่น บำรุง ผดุง
- แม่กน สะกดด้วย น หรือตัวอื่น เช่น น้ำมนต์ สมภาร
- แม่กม สะกดด้วย ม เช่น สิ่งแวดล้อม ออมทรัพย์
- แม่เกย สะกดด้วย ย เช่น โฉมฉาย อาศัย
- แม่เกอว สะกดด้วย ว เช่น ข้าวเหนียว เปลวไฟ
- แม่กก สะกดด้วย ก หรือตัวอื่น เช่น ขวากหนาม โลกมนุษย์ โทรเลข สามัคคี
- แม่กด สะกดด้วย ด หรือตัวอื่น เช่น สวดมนต์ กิจการ ครุฑ
- แม่กบ สะกดด้วย บ หรือตัวอื่น เช่น สงบ เคารพ ยีราฟ
อักษรนำ มีข้อสังเกตอยู่ 3 ประการ 1.ห นำ 2.อ นำ 3.อะกึ่งเสียง
เช่น หยก หยาด อย่า อยู่ อย่าง อยาก เขมร กบฏ ตลาด
อักษรควบ คือ พยัญชนะใดๆที่ควบกับ ร ล ว แล้วอ่านออกเสียงพยางค์เดียว
อักษรควบแท้ ต้องอ่านออกเสียงทั้งพยัญชนะควบกับ ร ล หรือ ว พร้อมๆกัน
เช่น ตรวจตรา อินทรา นิทรา ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง
อักษรควบไม่แท้ เป็นคำที่มีพยัญชนะควบกับ ร แต่เวลาอ่านไม่ออกเสียง ร เช่น จริง ไซร้
หรืออาจจะเป็นคำที่มี ท ควบกับ ร แล้วออกเสียงเป็น ซ เช่น พุทรา ฉะเชิงเทรา ทรง ทรุดโทรม กระทรวง
คำพ้องรูป คือคำที่เขียนเหมือนกันแต่ออกเสียงต่างกันความหมายต่างกัน
สระ อ่านว่า สะ แปลว่า ที่เก็บน้ำ สระ อ่านว่า สะ-หระ แปลว่า สาระในภาษา
แหน อ่านว่า แหน(ห นำ น) แปลว่า หวง แหน อ่านว่า แหน(น นำ ห) แปลว่า พืชน้ำชนิดหนึ่ง
เขมา อ่านว่า เข-มา แปลว่า เจริญ เขมา อ่านว่า ขะ-เหมา แปลว่า หญ้าสมุนไพร
เพลา อ่านว่า เพ-ลา แปลว่า เวลา เพลา อ่านว่า เพลา แปลว่า แกนล้อรถ
คำพ้องเสียง คือ คำที่ออกเสียงเหมือนกันแต่เขียนต่างกัน และมีความหมายต่างกัน
เช่น กาล แปลว่า เวลา การ แปลว่า ทำงาน กาฬ แปลว่า ดำ การณ์ แปลว่า เหตุ กาญจน์ แปลว่า ทอง กานต์ แปลว่า เป็นที่รัก จัน แปลว่า ไม้ยืนต้น
จันทร์ แปลว่า ชื่อวัน , ดวงเดือน จันทน์ แปลว่า ชื่อพันธุ์ไม้หอม จัณฑ์ แปลว่า ดุร้าย
คำพ้องรูปพ้องเสียง คือ ความที่เขียนเหมือนกัน แต่ออกเสียงเหมือนกัน และความหมายต่างกัน
เช่น ขัน เป็นคำนาม แปลว่า ภาชนะตักน้ำ ขัน เป็นคำกริยา แปลว่า ทำให้ตึงให้แน่น
ขัน เป็นข้างกริยา แปลว่า อาการร้องของไก่เพศผู้ ขัน เป็นข้างกริยา แปลว่า หัวเราะ
คำไวพจน์ คือ คำที่มีความหมายคล้ายกันหรือเหมือนกันแต่เขียนต่างกัน
เช่น ดวงอาทิตย์ สุริยา สุรีย์ สุริยัน ทอง มาศ กาญจน์ คีรี ภูเขา บรรพต
ป่า ไพร อรัญ อรัญญิก ไพรสณฑ์ พนาสณฑ์ พนาสันฑ์ พงไพร พงพี พนา พนัส ไพรวัน ชัฎ
คำเป็นคำตาย
1.ให้พิจารณาที่ตัวสะกดก่อน
ถ้าตัวสะกดเป็น แม่กก แม่กด แม่กบ จะเป็นคำตาย
ถ้าตัวสะกดไม่ใช่ แม่กก แม่กด แม่กบ จะเป็นคำเป็น
2.ถ้าไม่มีตัวสะกดให้ดูที่สระ
ถ้าเป็นสระเสียงยาวจะเป็นคำเป็น
ถ้าเป็นสระเสียงสั้นจะเป็นคำตาย ยกเว้น สระเสียงสั้น 4 ตัวคือ อำ ไอ ใอ เอา จะเป็นคำเป็น
เพราะมีเสียงพยัญชนะสะกดเป็นแม่กม แม่เกย และแม่เกอว
ตัวหัน
เช่น คนน อ่านว่า คัน น ตัวแรกทำหน้าที่แทนไม้หันอากาศ เรียกว่า อักษรหัน น ตัวหลังทำหน้าที่เป็นตัวสะกด
คำในภาษาไทย
ชนิดของคำในภาษาไทย แบ่งตามหน้าที่มี 7 ชนิด
1.คำนาม 2.คำสรรพนาม 3.คำกริยา 4.คำวิเศษณ์
5.คำบุพบท 6.คำสันธาน 7.คำอุทาน
คำนาม เป็นคำที่ใช้เรียกแทน คน สัตว์ สิ่งของ คำนามมี 5 ชนิดได้แก่
- สามานยนาม เป็นคำนามสามัญไม่เฉพาะเจาะจง เช่น นักเรียน คุณครู ต้นไม้ ภูเขา น้ำตก
- วิสามานยนาม เป็นคำนามที่ชี้เฉพาะเจาะจง เช่น ประเทศไทย วัดพระแก้ว สนามบินสุวรรณภูมิ
- สมุหนาม เป็นคำนามที่ใช้เรียกกลุ่มสิ่งต่างๆ เช่น หมู่ เหล่า กอง ฝูง คณะ ชมรม สมาคม
- อาการนาม เป็นคำนามบอกการกระทำหรือความรู้สึกนึกคิด เช่น การกิน การนอน การเรียน ความดี ความรัก
- ลักษณะนาม เป็นคำนามบอกลักษณะคำนามอื่นๆ เช่น เลื่อย 4 ปื้น ช้าง 3 เชือก ขลุ่ย 5 เลา
คำสรรพนาม เป็นคำที่ใช้แทนคำนาม มี 6 ประเภท
1. บุรุษสรรพนาม เป็นคำที่ใช้แทนคนที่พูดคุยกันแบ่งเป็น 3 ประเภท
สรรพนามบุรุษที่1 แทนตัวผู้พูด
สรรพนามบุรุษที่2 แทนคนที่เราพูดด้วย
สรรพนามบุรุษที่3 แทนคนที่เราอ้างถึงหรือกล่าวถึง
เช่น เธอรู้ไหมฉันเห็นเขาออกกำลังกายอย่างหนักทุกวัน
2. ประพันธสรรพนาม เป็นคำสรรพนามที่ใช้เป็นบทเชื่อมคำ เช่น ที่ ซึ่ง อัน ผู้ เช่น ศีลอันพึงปฏิบัติคือศีลห้า คนที่ออกกำลังกายอยู่เสมอจะมีร่างกายแข็งแรง
ประเทศไทยซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกมีชื่อเสียงไปทั่วโลก
3. ปฤจฉาสรรพนาม เป็นคำสรรพนามที่ใช้เป็นคำถาม เช่น ใคร อะไร ไหน สิ่งใด
เช่น ใครเป็นคนสร้างคฤหาสถ์แห่งนี้ อะไรอยู่ในกล่อง
หนังสือของฉันอยู่ไหน สิ่งใดอยู่ในตู้
4. นิยมสรรพนาม เป็นคำสรรพนามที่กำหนดความแน่นอน เช่น นี่ นี้ นั่น นั้น โน่น โน้น
เช่น นั่นเป็นแมวของฉัน ฉันชอบตุ๊กตาตัวนี้มากกว่าตัวนั้น
5. อนิยมสรรพนาม เป็นคำสรรพนามที่บอกกำหนดไม่แน่นอน เช่น ใดๆ สิ่งใด ไหน (แต่ไม่เป็นคำถาม)
เช่น ไม่มีใครเล่นโปเกมอนแล้ว ใดใดในโลกล้วนไม่แน่นอน
6. วิภาคสรรพนาม เป็นคำสรรพนามที่ใช้แยกออกไปส่วนๆ เช่น บ้าง ต่าง กัน
เช่น เด็กๆต่างวิ่งไปจับโปเกมอน พนักงานทุกคนทำงานด้วยกันจนสำเร็จ นักเรียนบ้างก็ขยันบ้างก็หลับ
คำกริยา คือ คำที่แสดงอาการหรือการกระทำ มี 4 ประเภท
1.อกรรมกริยา คือ คำกริยาที่ไม่ต้องมีกรรมมารับก็มีใจความสมบูรณ์ เช่น ฉันหลับ ฉันตื่น ฉันนั่ง ฉันวิ่ง
2.สกรรมกริยา คือ คำกริยาที่ต้องการกรรมมารับ จึงจะมีใจความสมบูรณ์ เช่น ฉันนั่งกินก๋วยเตี๋ยว ฉันเห็นเครื่องบิน
3.วิกตรรถกิริยา คือ คำกิริยาที่ไม่สมบูรณ์ ต้องมีคำนามเข้ามาช่วย เช่น เขาตัวโตเท่าพี่ ฉันหน้าตาคล้ายเธอ
4.กิริยานุเคราะห์ คือ กริยาช่วยกิริยาหลัก ความหมายชัดเจนมากขึ้น เช่น เด็กๆต้องไปโรงเรียน คุณอาจช่วยผมได้
คำวิเศษณ์ คือ คำที่ใช้ขยายคำนาม คำสรรพนาม คำกริยา และคำวิเศษณ์ก็ได้
คำบุพบท คือ คำที่ใช้นำหน้าคำอื่นมี 2 ประเภท
1.ไม่เชื่อมกับบทอื่น เช่น ดูกร ข้าแต่ อันว่า
เช่น ดูก่อนท่านทั้งหลาย ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ อันว่าความมีสัจจะนั้นเป็นสิ่งประเสริฐ
2.เชื่อมกับคำอื่น เช่น จาก บน ใต้ ตาม ด้วย
เช่น นาฬิกาวางอยู่บนโต๊ะ ฉันล้างจานด้วยฟองน้ำ ขนมของชั้นวางอยู่บนจาน
คำบุพบทที่น่าสนใจ แก่ แด่ ต่อ
แก่ จะใช้ในกรณีผู้ใหญ่แจกของให้เด็กหรือคนที่มีอาวุโสพอๆกันให้ของกัน
เช่น ครูใหญ่แจกของขวัญแก่เด็กนักเรียน เอ๋มอบของขวัญแก่เพื่อนของเขา
แด่ จะใช้ในกรณีเด็กมอบของให้ผู้ใหญ่
เช่น เด็กนักเรียนมอบของขวัญแด่ผู้ใหญ่
ต่อ จะใช้ในกรณีติดต่อกับผู้อื่นโดยตรง
เช่น โรเจอร์รายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่
คำสันธาน เป็นคำที่ใช้เชื่อมคำกับคำ
เช่น พ่อกับแม่ไปทำงาน ฉันขยันแต่ยังสอบไม่ผ่าน เธอจะกินหรือจะนอน
คำอุทาน เช่น อุ๊ย! พุทโธ่! อนิจจา!