195741เรื่องราวของ โรคอาหารเป็นพิษเกิดจากวิบริโอ (Vibrio parahaemolyticus food-borne infection)

195741

เรื่องราวของ โรคอาหารเป็นพิษเกิดจากวิบริโอ (Vibrio parahaemolyticus food-borne infection)

เรื่องราวของ โรคอาหารเป็นพิษเกิดจากวิบริโอ (Vibrio parahaemolyticus food-borne infection)

ประวัติและสาเหตุ
โรคอาหารเป็นพิษเกิดจาก Vibrio parahaemolyticus แยกได้ครั้งแรกโดย Fujino และคณะ ในปี ค.ศ. 1953 โดยแยกจากอาหารที่เตรียมจากปลาซาร์ดีน เรียก ชิราสุ ซึ่งแยกได้จากอาหารเป็นพิษที่เกิดระบาดในนครโอซากาครั้งใหญ่ที่สุดในปี ค.ศ. 1950 พบว่ามีผู้ป่วยทั้งหมด 337 คน ซึ่งผู้ป่วย 272 คน แสดงอาการกระเพาะ และลำไส้อักเสบอย่างรุนแรงมีคนตาย 22 คน สาเหตุของโรคเกิดจากกินปลาชิราสุ ซึ่งมีเชื้อ V. parahaemolyticus ชนิดมีพิษทำลายเม็ดโลหิตแดง เชื้อนี้ก่อนหน้ามีผู้ตั้งชื่อต่างๆ กัน เช่น Pasteurella parahaemolyticus, Pseudomonas enteritidis และ Oceanomo- nas parahaemolyticus เชื้อ V. parahaemolyticus เป็นพวกติดสีแกรมลบแยกได้จากอุจจาระผู้ป่วย ปลา และน้ำชายฝั่งจากญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป อาเซียอาคเนย์ ฮาวาย และ ทะเลบอลติค

ระบาดวิทยาคน
รายงานการศึกษาโรคนี้ในประเทศครั้งแรกจากศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหารปี 1972 โดยแยกเชื้อได้จากผู้ป่วย และสภาพแวดล้อมต่างๆ สำหรับในประเทศไทยมีการสำรวจหา V. parahaemolyticus ในอาหารทะเลชนิดต่างๆ หลายชนิด เช่น หอยแครงลวก ปลาเผา ยำหอยนางรม ปูดอง หอยดอง ปลาหมึกสด กุ้ง ปูมา ปูทะเล ปลาทะเล และหอยทะเลต่างๆ นอกจากนี้พบในเนื้อเป็ด และลูกบัวเชื่อม การสำรวจหอยลาย หอยแครง หอยกะพง และหอยแมลงภู่ รวม 216 ตัวอย่างได้จากตลาดสดในกรุงเทพมหานคร 12 แห่ง ระหว่างเดือนเมษายน 2522 พบหอยมีเชื้อ 88 เปอร์เซ็นต์ (เกรียงศักดิ์ พูนสุข และคณะ 2523) และในปี 2524 สมพร ศรีรอด ได้รายงานการสำรวจอาหารทะเล 127 อย่าง พบ V. parahaemolyticus 70 strains ซึ่งได้ผลบวกต่อปรากฏการณ์คานากาวะ (Kanagawa phenomenon) 17 เปอร์เซ็นต์ และปีต่อมา (2525) สมพร ศรีรอด และ พีระพล อยู่สวัสดิ์ ได้สำรวจอีก 182 ตัวอย่าง พบคานากาวะบวก 11เปอร์เซ็นต์

ระยะฟักตัวของโรคประมาณ 12 ชั่วโมง ผู้ป่วยมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง อาเจียน ท้องร่วงอย่างแรง อุจจาระเหลวเป็นน้ำหรืออาจมีเลือดปน ปลายมือและเท้าเย็น ซีด ไซยาโนซิส ปวดหัว คอแห้งกระหายน้ำ มีไข้ บางรายหายใจลำบาก หนาวสั่น ปวดตามกล้ามเนื้อและข้อ ชีพจรลดต่ำรวดเร็ว อาจถึงตายได้
พยาธิสภาพพบว่าลำไส้เล็กมีลักษณะลอกหลุด เส้นเลือดที่สมองขยายใหญ่ มีเลือดคั่งในอวัยวะต่างๆ มี petichia ที่ไต ปอด และเยื่อหุ้มปอด ลักษณะคล้ายโรค ชิเกลโลซิส

การวินิจฉัย V. parahaemolyticus ที่แน่นอนควรทดสอบหาความสามารถในการทำลายเม็ดเลือดแดงใช้ปรากฏการณ์คานากาวะ (Miyamoto และคณะ 1969) หรือการทดสอบทางชีวเคมี หรือการทดสอบหาคุณสมบัติแอนติเจน การทดสอบพิษของเชื้อในหนูไมซ์ และ D-test ในกระต่าย โดยผูกลำไส้ หรือให้อาสาสมัครกินทำให้เกิดอาการของโรค (sakazaki, 1965) ส่วนการทดลองในลิงไม่แสดงอาการของกระเพาะหรือลำไส้อักเสบให้เห็นเหมือนในคน

เชื้อ V. parahaemolyticus มี 320 strains ที่พบว่ามีความไวมากต่อยามิโตมัยซีนซี แพนฟิวแรน คลอแรมฟินิคอล และเตตระซัยคลิน ส่วนยาอีริโทรมัยซิน โนโวไบโอซิน กรดนาลิดิซิก และไนโตรพีวแรนโตอิน เชื้อมีความไวปานกลาง สำหรับยาที่เชื้อมีความต้านทาน คือ เพนิซิลลินจี เสตรปโตมัยซิน กานามัยซิน โอลีนโดมัยซิน โคลิชติน และโปลีมิกซินบี (Mioamura และคณะ 1966)

โรคอาหารเป็นพิษที่เกิดจาก V. parahaemolyticus มีคนเป็นพาหะของเชื้อโรค จากการสำรวจหาผู้ปรุงอาหารที่มีสุขภาพสมบูรณ์จำนวน 450 คน ในเมืองโกเบพบ 3.8 เปอร์เซ็นต์ (17 คน) เป็นพาหะของเชื้อ และพบเชื้อในช่วงเดือนมิถุนายนถึงตุลาคม พบมากที่สุดในเดือนสิงหาคม ในการตรวจผู้ที่เป็นพาหะทั้งหมดมี 3 รายที่มีอาการท้องเดินไม่รุนแรง ผู้ที่เป็นพาหะของเชื้อเหล่านี้มีบทบาทต่อการทำให้โรคระบาด เชื้อ V. parahaemolyticus พบได้ในสัตว์ ในทะเล ในดิน และน้ำทั่วทุกแห่ง เชื้อสามารถอยู่ได้ตามตะกอนอินทรีย์ ในพื้นทะเล และในลำไส้ของปลา และปลาหมึก การกระจายของเชื้อที่เกิดขึ้นในที่ต่างๆ อาจเป็นผลเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำในมหาสมุทร นอกจากนี้อาจเกิดขึ้นเนื่องจากการย้ายถิ่นของปลาจึงพาเชื้อจากแหล่งหนึ่งไปสู่แหล่งอื่นๆ

การสำรวจ V. parahaemolyticus ในผู้ป่วยจากโรงพยาบาลโรคติดต่อ กรมควบคุมโรคติดต่อ ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 1970 -เดือนมิถุนายน 1973 มีผู้ป่วย 2.9 – 2 2.6 เปอร์เซ็นต์ มีผู้ป่วยตลอดทั้งปี อัตราการป่วยมีแนวโน้มสูงในฤดูร้อน ในปี ค.ศ. 1978 (Maruyama และคณะ 1979) ได้สำรวจโรคท้องร่วงในจังหวัดจันทบุรี พบว่ามีสาเหตุมาจาก V. parahaemolyticus 39.9 % และในเดือน กรกฎาคม มีผู้ป่วยมากที่สุด โรคท้องเดินจากนักท่องเที่ยวในโรงแรมร้อยกว่าแห่งในประเทศไทยมีสาเหตุมาจากเชื้อนี้ 49 % การศึกษาอุบัติการของโรคร่วมกับชนิดของ อาหารที่กิน ในบรรดาผู้ป่วยพบว่าเกิดจากการกินปูแสม (ปูเค็ม) ปลาทะเล กุ้งทะเล ลูกชิ้นปลาทะเล หอยแมลงภู่ และมีพวกที่ไม่ใช่อาหารทะเลบ้างเล็กน้อย ในปี พ.ศ.2519 ประวิทย์ สุนทรสีมะ และคณะ ได้ติดตามศึกษาการระบาดโรคท้องร่วงในเด็กนักเรียน พบว่าลูกชิ้นปลาเป็นสาเหตุของการระบาดของโรคขึ้น อย่างไรก็ตาม อุบัติการของโรคที่เกิดขึ้นส่วนมากมีสาเหตุมาจากการกินอาหารทะเลเป็นส่วนมาก

การสำรวจหา V. parahaemolyticus ตามชายฝั่งทะเลอันดามัน และอ่าวไทย โดยเก็บตัวอย่างนํ้าทะเลทั้งหมด 234 ตัวอย่าง จากระดับผิวนํ้า ระดับกลาง และ ระดับผิวดินจากตะกอนดิน 78 ตัวอย่าง และสัตว์ทะเลชนิดต่างๆ อีก 209 ตัวอย่าง พบมีเปอร์เซ็นต์ของเชื้อแตกต่างกัน คือ ฝั่งทะเลอันดามัน (พ.ศ. 2521) พบในนํ้าทะเล 8% ดินตะกอน 44% สัตว์ทะเล 18 % อ่าวไทยตอนบนพบในน้ำทะเล 54% (พ.ศ. 2521) 89% (พ.ศ. 2523) และ 27% (พ.ศ. 2524) ในดินตะกอนพบ 72 % (พ.ศ. 2521) 89 % (พ.ศ. 2523) และ 81% (พ.ศ. 2524) (เกรียงศักดิ์ สายธนู และคณะ 2524) ผลที่ได้จากการสำรวจครั้งนี้พบว่าทะเลฝั่ง อ่าวไทยตอนบนมี V. parahaemolyticus มากกว่าฝั่งทะเลอันดามัน ซึ่งอาจเป็นเพราะ ฝั่งทะเลทางอ่าวไทยมีสภาพแวดล้อมเหมาะต่อการกระจายของเชื้อ กล่าวคือ เป็นบริเวณที่ประชากรอาศัยอยู่มาก มีสารอินทรีย์และสิ่งปฏิกูลจากคนและสัตว์ไหลลงจากแผ่นดินลงสู่อ่าวไทยจำนวนมาก ดังนั้นจึงทำให้สภาพเหมาะต่อการเพิ่มจำนวนและแพร่กระจายของเชื้อ (Baroso และ Liston, 1968) และฤดูกาลที่ทำการสำรวจ พบว่าในฤดูฝนมีแนวโนมที่พบเชื้อมาก ทั้งนี้อาจเป็นเพราะนํ้าฝนได้ชะล้างเชื้อและสารอินทรีย์ต่างๆ จากฝั่งลงสู่ทะเลมาก

สำหรับการอยู่รอดของ V. parahaemolyticus ในสภาพอาหารต่างๆ พบว่านํ้าเดือดทำลายเชื้อได้ใน 20 วินาที กุ้งพร่าที่มี pH 4.4 ทำลายเชื้อได้ใน 30 วินาที ในปูดอง 8 วัน ตรวจดูไม่พบเชื้อ การตรวจดูเชื้อในนํ้าในอุณหภูมิต่างๆ พบว่าในอุณหภูมิห้องและในห็องเย็น 10 องศาเซลเซียส เชื้ออยู่ได้นานเท่ากัน คือประมาณ 1 เดือน (สงคราม เหลืองทองคำ) และในน้ำเกลือ 7% พบว่าเชื้อยังมีชีวิตอยู่

การติดต่อ
เกิดจากการกินอาหารที่แปดเปื้อนด้วย V. parahaemolyticus จากการสำรวจ เชื้อที่พบ ส่วนมากพบจากดินและน้ำในทะเล ดังนั้นแหล่งดังกล่าวอาจมีบทบาทสำคัญ ต่อการแพร่กระจายเชื้อไปสู่คนโดยติดไปกับสัตว์ทะเลต่างๆ Sakazaki และคณะ (1963) ได้ทำการศึกษาคุณสมบัติของ V. parahaemolyticus ที่ทำให้เกิดพยาธิสภาพในลำไส้ พบว่าเชื้อนี้ที่แยกได้จากสภาพแวดล้อมต่างๆ มีเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ที่ทำให้เกิดโรคในคน และให้ผลบวกต่อการทดสอบคานากาวะ V. parahaemolyticus ในปัจจุบันพบว่าอย่างน้อยมี 12 O group และ 52 K แอนติเจน

การรักษาใช้ยาและวิธีการเช่นเดียวกับที่จะกล่าวถึงในซาลโมเนลโลซิส
สัตว์กักตุนโรค
V. parahaemolyticus ทำให้เกิดโรคตามธรรมชาติในคน ไม่พบในสตร์อื่น การทดลองในห้องปฏิบัติการไม่ทำให้เกิดโรคในหนูไมซ์ สุนัข แมว และลิง มีรายงานว่าเชื้อนี้ทำให้ปูตายจำนวนมากในทะเล ในญี่ปุ่นพบว่าสามารถแยกเชื้อนี้ได้จากนกต่างๆ ในสวนสัตว์ (ose, 1967)

การควบคุมและป้องกัน
เนื่องจากผู้ป่วยด้วยโรคนี้มีสาเหตุมาจากการกินอาหารทะเลที่แปดเปื้อนด้วยเชื้อ V. parahaemolyticus ดังนั้นการควบคุมโรคควรมุ่งในเรื่องการป้องกันไม่ให้ทะเลเกิดมลภาวะเป็นพิษเนื่องจากปล่อยสิ่งขับถ่ายและสิ่งปฏิกูลของคนและสัตว์ลงสู่ทะเล ควรปรับปรุงทางด้านสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมในประชากรที่อาศัยตามชายฝั่งทะเล นอกจากนี้การให้สุขศึกษาเกี่ยวกับการประกอบอาหารทะเลควรทำให้สุก

ปัญหาและแนวโน้ม
นับจากรายงานการระบาดของโรคนี้ครั้งแรกแล้ว อัตราการเกิดโรคท้องร่วง ที่มีสาเหตุมาจาก V. parahaemolyticus ในแหล่งต่างๆ ของโลกมีเพิ่มขึ้นมาก ดังนั้น อุบัติการของโรคคงจะมีแนวโน้มสูงขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากพฤติกรรมการกินอาหาร การถ่าย การประกอบอาชีพของประชากรในแหล่งที่มีการระบาดของโรคมีความสัมพันธ์ต่ออุบัติการของโรคมาก การศึกษาเกี่ยวกับการกระจายของโรค สัตว์กักตุนโรค ตลอดจนสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่มีผลต่อความผันแปรของเชื้อกับโฮสต์เป็นเรื่องที่ต้องการศึกษาอีกมาก สำหรับประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะมีการเลี้ยงสัตว์นํ้าตามชายฝั่งทะเลของอ่าวไทยมากขึ้น ขณะเดียวกันการพบเชื้อ V. parahaemolyticus ก็มากขึ้น ดังนั้นโอกาสการระบาดของโรคอาจมากขึ้นด้วย เนื่องจากเชื้อตามชายฝั่งจะติดมากับสัตว์น้ำที่นำมาเป็นอาหารโดยไม่ปรุงให้สุก สัตว์นํ้าดังกล่าวได้แก่หอยนางรม กุ้ง ปลา เป็นต้น
ที่มา อาหารเป็นพิษจากวิบริโอ

Related Posts

Leave a Reply

© 2026 Ninenovel - Theme by WPEnjoy

Discover more from Ninenovel TV Drama Series

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading