ธรรมบรรยาย โดยพระมหาวรพรต กิตติวโร (ป.ธ.6) คอร์สอบรมวิปัสสนา “เดินจิต…สติปัฏฐานสี่” ณ วัดวังตะกู จังหวัดนครปฐม ครั้งที่ 4 วันที่ 5-6 สิงหาคม 2560

ธรรมบรรยาย โดยพระมหาวรพรต กิตติวโร (ป.ธ.6) คอร์สอบรมวิปัสสนา “เดินจิต…สติปัฏฐานสี่” ณ วัดวังตะกู จังหวัดนครปฐม ครั้งที่ 4 วันที่ 5-6 สิงหาคม 2560

ก็เป็นโชคดีของชีวิต ที่ท่านทั้งหลายได้มีโอกาสพบพระพุทธศาสนา ได้มีโอกาสทำตามคำสอนขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม มรดกธรรมที่พระพุทธองค์ทรงสอนแก่ชาวโลก เป็นหนทางที่จะพ้นจากสภาพแห่งกองทุกข์ พบกับความสงบสุขที่แท้จริง คือพระนิพพานได้ ดั่งที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า

” ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย หนทางนี้เป็นทางสายเอก เป็นไปเพื่อความหมดจด บริสุทธิ์ แห่งสัตว์ทั้งหลาย เป็นไปเพื่อข้ามพ้นความโศกความร่ำไรรำพัน เป็นไปเพื่อความดับความทุกข์กายความทุกข์ใจความคับแค้นใจ เป็นไปเพื่อการบรรลุธรรมที่ถูกต้องคือพระนิพพานได้ หนทางนี้ก็คือการเจริญสติปัฏฐานสี่” 

พิจารณากายในกาย พิจารณาเวทนาในเวทนา พิจารณาจิตในจิต พิจารณาธรรมในธรรม มีความเพียร มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ ละความพอใจไม่พอใจในโลก

การเจริญสติปัฏฐานสี่ ก็อาศัยร่างกายจิตใจ ตัวของเรานี่เอง เป็นอุปกรณ์ของการเจริญสติ ปลุกสภาวะรู้ขึ้นมา หมั่นรู้ตัว รู้เนื้อรู้ตัว รู้กายรู้ใจ รู้สึกตัวอยู่เสมอ ๆ อาศัยร่างกายจิตใจเป็นอุปกรณ์ระลึกรู้สึกตัวอยู่เสมอ ๆ ใหม่ ๆ ก็รู้สึกตัวได้ ชั่วครั้งชั่วคราว เดี๋ยวจิตใจมันก็เผลอไปในอารมณ์ต่าง ๆ เผลอไปกับความคิดปรุงแต่ง เพลิดเพลินไปกับสิ่งต่าง ๆ ภายนอก ขาดความรู้สึกตัว ก็ให้หมั่นระลึกรู้สึกตัวอยู่เสมอ ๆ ทำไปเรื่อย ๆสบาย ๆ ด้วยความผ่อนคลาย หมั่นรู้ตัวอยู่เสมอ

ความรู้สึกตัวเป็นอย่างไร ความรู้สึกตัวนั้นมีอยู่แล้วตามธรรมชาติ แต่เพราะว่าใจของเรา เพลิดเพลินไปในอารมณ์ต่าง ๆ เพลินไปกับความคิดปรุงแต่ง ความรู้สึกตัวจึงหายไป การปฏิบัติธรรมคือการให้เรากลับมาใหม่ ระลึกรู้สึกตัวอยู่เสมอ

โยมลองขยับมือดู เอามือลูบตัว มันก็จะเกิดความรู้สึกขึ้นมา แค่รู้สึกรู้สึก ลองทำดูนะ เอามือลูบตัว แค่รู้สึกๆ รู้สึกแบบสบาย ๆ เมื่อเราทำไปเรื่อย ๆ จะพบว่า ขณะที่เรารู้สึกตัวอยู่ เราจะหลุดจากความคิด หลุดจากความคิดปรุงแต่ง มันจะรู้สึกตัวอยู่ สะบัดมือก็มีความรู้สึกตัวอยู่ แค่รู้สึกๆ เดี๋ยวมันก็เผลอไป ก็กลับมารู้สึกตัวใหม่ ใครไม่มีความรู้สึกบ้าง ด้านชา มันมีความรู้สึกอยู่ แล้วขณะที่เรารู้สึกอยู่มันจะหลุดจากความคิดปรุงแต่ง บีบมือ รู้สึกไหม รู้สึกตัว แค่รู้สึก ๆ ไม่ต้องไปพากย์ว่ามันคืออะไร แค่รู้สึก ขยับมือรู้สึก รู้กายที่เคลื่อนไหว รู้สึกตัวอยู่ ลองทำไปเรื่อย ๆ แล้วเราจะเริ่มพบว่าเราจะเริ่มรู้สึกตัวได้ดีขึ้น เดี๋ยวมันเผลอไปก็กลับมารู้สึกตัวใหม่
สะบัดมือรู้สึกตัวไหม แรงหน่อยจะได้กลับมารู้สึกตัว ความรู้สึกตัวมันมีอยู่แล้วทั้งตัว นั่งอยู่รู้สึกไหม ความรู้สึกที่สัมผัส ที่ก้นกระทบ ความรู้สึกสบายไม่สบาย ถ้าเรามีสติมันก็จะเกิดความรู้สึกตัวขึ้นมา แล้วถ้าเรารู้สึกตัวมันจะหลุดจากความคิดปรุงแต่ง แต่ถ้าเราเผลอไปกับความคิดปรุงแต่ง ความรู้สึกตัวก็จะหายไป

ลองสูดลมเข้าลึก ๆ หายใจออกยาว ๆ สูดลมเข้าลึก ๆ หายใจออกยาว ๆ เพียงแค่เราผ่อนคลายสบาย ๆ มันจะเกิดการทวนกระแสกลับมา เกิดความรู้สึกตัวขึ้น ลองสูดลมเข้าลึก ๆ หยุดลมหายใจสักเล็กน้อย ค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออกสบาย ๆ สูดลมเข้าลึก ๆ หยุดลมหายใจสักเล็กน้อย ค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออกสบาย ๆ ลองทำไปเรื่อย ๆ จะพบว่าช่วงที่เราหยุดลมสักเล็กน้อย จิตมันจะกลับมารู้สึกตัวเลย เกิดความรู้สึกตัว ก็ใช้อุปกรณ์ร่างกายจิตใจ สร้างความรู้เนื้อรู้ตัว รู้สึกตัวเสมอ ๆ

การเจริญสตินี่ไม่ใช่แค่อิริยาบถนั่งเท่านั้น ยืนเดินนั่งนอน จะทำอะไรก็ระลึกรู้สึกตัว เมื่อเรารู้สึกตัวขึ้นมาก็จะหลุดจากอารมณ์ หลุดจากความคิดปรุงแต่ง ก็หมั่นฝึกอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ทำความรู้สึกตัว ใหม่ ๆ มันก็รู้สึกตัวได้ เผลอไปนานครึ่งวันค่อนวันบ้าง นึกได้ก็กลับมารู้สึกตัว ค่อย ๆ ฝึกบ่อย ๆ เนือง ๆ ทำแบบสบาย ๆผ่อนคลาย มันจะเกิดความรู้สึกตัวขึ้นมา

การฝึกต้องทำแบบสบาย ๆ ผ่อนคลาย ความสบายจิตมันจะตั้งมั่นขึ้นได้ง่าย ความสบายเป็นเหตุให้เกิดสมาธิ ความตั้งมั่น ความตั้งมั่นก็จะก่อให้เกิดปัญญา การรู้เห็นตามความเป็นจริง

เมื่อเราฝึกหัดระลึกรู้สึกตัวอยู่เสมอ ๆ จากที่ใจมันคอยที่จะฟุ้งไปเผลอไป ก็จะเริ่มอยู่กับตัวได้ดีขึ้น เราจะพบว่าใจเรานิ่งขึ้นสงบขึ้น ใหม่ ๆ ก็ค่อย ๆ ฝึกที่ละเล็กทีละน้อย อย่างเรานั่งสมาธินี่ ใหม่ ๆ ก็เริ่มจากน้อยก่อนห้านาที สิบนาที ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นมา ทำแบบสบาย ๆ ยืนเดินนั่งนอนนี่ ทำกายให้สบาย ทำใจให้สบาย มันจะเกิดความรู้สึกตัว เกิดความตื่นตัวขึ้นมาได้โดยธรรมชาติ เพียงแค่เราผ่อนคลายสบาย ๆ จิตมันจะเกิดการทวนกระแสกลับมารู้สึกตัว รู้กายรู้ใจ เกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ใครอยู่เฉย ๆ มันไม่ค่อยรู้สึก ก็ขยับ ขยับมือตามให้มันรู้สึก สร้างความรู้สึกเพื่อให้มันเกิดความรู้สึกตัว แต่พอเริ่มอยู่กับตัวเองแล้วอยู่เฉย ๆ มันก็รู้สึกตัว การหายใจ การกระเพื่อมหน้าอกหน้าท้อง ก็มีความรู้สึกอยู่ รู้สึกถึงการหายใจ ก็มีความรู้สึกตัวอยู่ สิ่งเหล่านี้เป็นอุปกรณ์ของการพัฒนาสติ

ผลจากการพัฒนาสติจากการปฏิบัติธรรมนี่ ทำแล้วมันดีอย่างไร ที่เราต้องมาฝึกเจริญสติอยู่เสมอ ๆ ทำแล้วมันดีอย่างไร เราจะได้อะไรจากการที่เราทำแบบนี้ ชีวิตของเราก็มีเรื่องการงานต่าง ๆ วุ่นวายอยู่แล้ว แล้วการที่เราหันมาพัฒนาสติมันจะก่อให้เกิดประโยชน์กับตัวเราได้อย่างไรบ้าง

ถ้าเราฝึกหัดเจริญสติ พัฒนาสติอยู่เสมอ ๆ พอสติมีความมั่นคงขึ้น เราจะพบว่าใจเรานิ่งขึ้น อยู่กับตัวเองได้ดีขึ้น มันก็จะเกิดสภาวะของปิติ เกิดความรู้สึกทั้งตัวขึ้นมา

เกิดสภาวะของความรู้สึกตัวทั่วพร้อมขึ้นมา สภาวะของปิติมันก็เกิดขึ้นได้หลายอย่าง เช่น ขนลุกทั้งตัวบ้าง อาการคันยิบ ๆยับ ๆ ตามตัวทั้งตัวบ้าง เกิดความรู้สึกชา ๆ ซ่าน ๆ ตามตัวทั้งตัวบ้าง ไม่ใช่เหน็บกินนะ เหน็บนี่มันเกิดที่ตอนนั่ง แต่ส่วนอื่นก็ความรู้สึกชา ๆได้ คล้ายสนามพลังไฟฟ้า สนามพลังแม่เหล็ก มันจะเกิดปิติขึ้นมา บางทีก็เกิดกระแสความร้อนภายในตัวทั้งตัวบ้าง เกิดกระแสความเย็นทั้งตัวบ้าง เกิดสภาวะแข็งเป็นหินทั้งตัวบ้าง บางทีก็รู้สึกเหมือนขยายตัวใหญ่ขึ้นบ้าง หดตัวเล็กลงบ้าง รู้สึกเหมือนตัวลอยขึ้นไปบ้าง รู้สึกเหมือนตัวหนักบ้าง เกิดความซาบซ่านเอิบอาบทั้งตัวบ้าง ถ้าเราพัฒนาสติไปเรื่อย ๆ มันจะเริ่มเกิดสภาวะต่าง ๆ เหล่านี้ขึ้นมา รวมเรียกว่าความรู้สึกตัวจนรู้สึกได้ทั้งตัว เรียกว่ารู้สึกตัวทั่วพร้อม

เมื่อเราพัฒนาสติจนเกิดความตั้งมั่น เกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม จากที่เคยเป็นคนเครียดคิดมาก เร่าร้อนทุกข์กายทุกข์ใจ ความเครียดจะหายไป คลายเครียดได้ จากเป็นคนขี้วิตกกังวล คิดมาก คิดไม่จบ ความคิดมากจะหายไป เมื่อใดที่เกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อมมันจะหลุดจากความคิดปรุงแต่ง ความคิดปรุงแต่งนี่แหละที่ก่อให้เกิดความทุกข์ต่าง ๆ นา ๆ ขึ้นมา เรียกง่าย ๆ ว่าคนเราทุกวันนี้มันก็ทุกข์เพราะความคิด ส่วนใหญ่ก็คิดให้ตัวเองทุกข์ใจ บางทีเรื่องมันผ่านไปนานแล้ว ก็กลับมาคิดอยู่นั่นแหละ ให้ทุกข์ใจ บางทีเรื่องยังไม่ผ่านมาก็คิดเป็นกังวลอยู่นั่น เกิดความคิดมาก เกิดความเครียด ความวิตกกังวล ความเดือดเนื้อร้อนใจ พอเป็นมาก ๆ เข้า คิดมากบางทีก็นอนไม่หลับ สุขภาพกายก็แย่ สุขภาพใจก็แย่ โรคภัยไข้เจ็บก็เริ่มถามหาแล้ว ป่วยง่าย คุณภาพชีวิตต่ำ

แต่ถ้าเราฝึกหัดเจริญสติอยู่เสมอ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่เสมอ ความเครียดหายไป ความเร่าร้อนทุกข์กายทุกข์ใจหายไป ความวิตกกังวลหายไป จากคนที่มีความโลเลไม่มีความมั่นคงในจิตใจ ตัดสินใจช้า ตัดสินใจไม่ดี จะมีความหนักแน่นของจิตใจเพิ่มขึ้น วุฒิภาวะทางอารมณ์สูงขึ้น ใจนิ่งขึ้น สุขุมขึ้น ละเอียดรอบคอบขึ้น งานการต่าง ๆ ที่เคยทำผิดพลาดก็จะลดน้อยลง ส่วนใหญ่มันไม่สติ ทำอะไรมันก็ผิดพลาด แต่พอเรามีสติ มีความตั้งมั่นอยู่ งานการต่าง ๆ ก็มีคุณภาพ ลดความผิดพลาด ลดความสูญเสียต่าง ๆ ได้ มีวุฒิทางอารมณ์ที่สูงขึ้น มีความหนักแน่นมั่นคงในจิตใจ บุคลิกภาพของเราจะดีขึ้น คุณภาพชีวิตของเราจะสูงขึ้น จากคนหลับยากก็จะหลับง่าย หลับสนิท หลับลึก มีความสุข ตื่นขึ้นมาก็สดชื่นกระปรี้กระเปร่า

ถ้าเราอยู่กับความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่เสมอ ๆ เราจะรู้สึกได้ถึงความเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังของชีวิต ความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเนี่ยเป็นขุมพลังชีวิตของมนุษย์ที่มีอยู่แล้วในทุกคน เพียงแต่ว่าเราปล่อยจิตใจให้มันฟุ้งไปกับอารมณ์ต่าง ๆ จึงไม่สามารถนำพลังตรงนี้มาใช้ได้ แต่ถ้าเราฝึกหัดพัฒนาสติอยู่เสมอ เกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่เสมอ เราจะรู้เลยว่าร่างกายเราสดชื่นขึ้น กระปรี้กระเปร่าขึ้น จากคนที่ป่วยง่าย เจ็บออด ๆ แอด ๆ ก็จะสุขภาพดีขึ้น สุขภาพกายแข็งแรงขึ้น สุขภาพใจก็แข็งแรงขึ้น รู้สึกมีความสุขขึ้น เย็นขึ้น จากคนขี้วีนมักโกรธ ใจจะเย็นขึ้นนิ่งขึ้น ปล่อยวางสิ่งต่างๆได้ง่ายขึ้น เราจะรู้สึกสบายขึ้น

แค่เบื้องต้นของการปฏิบัติ เราเริ่มขีดความสามารถที่จะดับความทุกข์ให้กับตนเองได้ ความสามารถต่าง ๆ ทางโลก วิชาการต่าง ๆ ไม่สามารถดับทุกข์ ดับความเร่าร้อนให้จิตใจของเราได้

แต่ผลจากการปฏิบัติธรรมพัฒนาสติอยู่เสมอ ทำให้เรามีขีดความสามารถที่จะดับทุกข์ให้กับตนเองได้ พัฒนาศักยภาพของเราได้ดีขึ้นด้วย พัฒนาคุณภาพชีวิตของเราให้สูงขึ้นได้ สุขภาพกายแข็งแรงขึ้น สุขภาพใจแข็งแรงขึ้น อะไรๆมันก็ดีขึ้นได้ ถ้าเราฝึกหักพัฒนาสติอยู่เสมอ ทั้งในด้านการเรียน การทำงาน การใช้ชีวิต ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถพัฒนาได้ถ้าเรามีสติ

เมื่อเราพัฒนาสติจนเกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่เสมอ ๆ สติก็จะละเอียดขึ้นโดยลำดับ ความคิดปรุงแต่งก็จะจางคลายไป จิตใจก็จะละเอียดขึ้นตามลำดับ จนเกิดความเบากายเบาใจ เกิดความสุขโปร่งโล่งเบาสบายอยู่

เมื่อเราพัฒนาสติเข้าถึงความโปร่งโล่งเบาสบาย เราจะพบเลยว่า ที่จริงแล้วเนี่ย ความสุขไม่ต้องไปแสวงหาจากภายนอกที่ไหนเลย อยู่ภายในใจของเรานี่เอง

ทุกคนเกิดมาก็อยากจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีมีความสุข เราจึงต้องดิ้นรนทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้เรามีความสุขกับชีวิต แต่เมื่อเราได้มีโอกาสพัฒนาจิตใจพัฒนาสติของตัวเราแล้วละก็เราจะพบเลยว่าความสุขที่เราแสวงหามาทั้งชีวิตเนี่ย ไม่ได้อยู่ข้างนอกที่ไหนเลย อยู่ภายในใจของเรานี่เอง ต่อให้เรามีเงินมีทอง มีทุกสิ่งทุกอย่างในโลก ก็ไม่สามารถพบกับความสุขระดับนี้ได้เลย แต่สามารถพบได้จากการปฏิบัติธรรม ฝึกหัดพัฒนาสติอยู่เสมอจนเข้าถึงความสุขเบาสบาย

” ความสุขที่มันเกิดจากภายในมันประณีตกว่าความสุขจากภายนอกมาก”

ความสุขทางโลกนี่ต้องอาศัยวัตถุสิ่งของมาบำรุงบำเรอ คอยดิ้นรนแสวงหา เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปเสื่อมไป ต้องแสวงหาไม่มีที่สิ้นสุด ต้องคอยอาศัยความสุขจากภายนอกมาเสพ แต่ความสุขที่มีอยู่แล้วภายในนี่ มันไม่ต้องอาศัยวัตถุสิ่งของภายนอกที่ไหน เมื่อเราฝึกหัดพัฒนาสติอยู่เสมอ อยู่ที่ไหนมันก็มีความสุข อยู่บ้านหลังใหญ่เราก็มีความสุข อยู่บ้านหลังเล็กเราก็มีความสุข อยู่ป่า อยู่โคนไม้ อยู่กระต๊อบเราก็มีความสุข เพราะความสุขมันเกิดจากภายในใจของเราแล้ว แล้วมันประณีตกว่าความสุขทางโลกมาก

ขนาดพระพุทธองค์ทรงเป็นเจ้าชายมีทุกสิ่งทุกอย่าง พระองค์ก็ยังทรงสละทรัพย์สมบัติทางโลก เพราะว่าความสุขภายในมันเปี่ยมล้นกว่ากันมาก เทียบกันไม่ได้เลย เมื่อฝึกหัดพัฒนาสติไปเรื่อย ๆ เราก็จะพบกับความสุขที่ประณีตขึ้นไปเรื่อย ๆ เมื่อใดที่เราพัฒนาสติจนพ้นจากความคิดปรุงแต่ง เหลือแต่กองธรรมที่ละเอียด เหลือแต่ความสุขเบาสบายเนี่ย มันก็จะมีแต่ความสุขที่ประณีตลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ สติระดับนี้เอาไปใช้ประโยชน์ต่างๆได้เยอะมาก เช่นเดียวกับชั้นความรู้สึกตัวเลย ใช้ได้ทั้งทางโลกและทางธรรม อย่างที่ฝรั่งเขาใช้พลังจิตบำบัด คลื่นสมองที่มันประณีต

เมื่อเราฝึกหัดพัฒนาสติอยู่เสมอเข้าถึงความโปร่งโล่งเบาสบาย เราสามารถจะเยียวยาจิตใจของเราได้ แก้ปม แผลในใจต่าง ๆ ภายในจิตใจได้ บางคนมีพฤติกรรมที่มันไม่ดีในปัจจุบันมันเกิดจากปมในใจที่สะสมไว้ นักจิตบำบัดเขาก็จะไปแก้ปมในใจเรียกว่ามันไปแก้ที่เหตุ เหตุดับผลมันก็ดับ พวกนี้มันเป็นส่วนย่อย ๆ ของสติปัฏฐานเท่านั้นเอง เราสามารถไปแก้ปมในใจของเรา ปรับปรุงบุคลิก อุปนิสัยที่ไม่ดีต่างๆของเราได้ พัฒนาศักยภาพมนุษย์ ดึงศักยภาพมนุษย์ต่าง ๆ ให้สูงขึ้นมาได้ ที่เขาบอกว่ามนุษย์เราดึงศักยภาพตนเองเพียงแค่ไม่ถึงสิบเปอร์เซ็นต์ อีกเก้าสิบเปอร์เซ็นต์หลับใหลอยู่ เราสามารถพัฒนาขึ้นมาได้ถ้าเราพัฒนาสติ ประโยชน์มันสูงมากทั้งทางโลกและทางธรรม

เมื่อเราฝึกหัดพัฒนาสติอยู่เสมอ เกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม เกิดความโปร่งโล่งเบาสบาย พ้นจากความคิดปรุงแต่ง ก็จะเกิดความรู้ตื่นขึ้นมา ที่พระพุทธองค์ทรงเรียกว่า ธรรมอันเอกปรากฏขึ้น

ธรรมอันเอกนี่แหละที่เป็นทางสายเดียว ที่จะพ้นจากสภาพแห่งกองทุกข์ได้ เริ่มเข้าถึงสภาวะรู้ที่บริสุทธิ์ มันจะเป็นแค่ความรู้ตื่นอยู่ภายใน การปฏิบัติธรรมทั้งหมดต้องทวนกระแสเข้าสู่ธาตุรู้ จิตเกิดความตั้งมั่นเป็นผู้รู้อยู่ รู้ตื่นอยู่ภายใน

เมื่อเราพัฒนาสติมาถึงความตื่นรู้เนี่ย ก็ให้อยู่กับความตื่นรู้อยู่เสมอ ไม่ว่าจะยืนจะเดินจะนั่งจะนอนจะทำอะไรก็รู้ตื่นอยู่เสมอ ๆ เมื่อสติมีกำลังพอ ธรรมทั้งหลายก็จะปรากฏตามความเป็นจริง เกิดการรู้เห็นตามความเป็นจริง จากเกิดจิตตั้งมั่นเป็นผู้รู้ขึ้นมา เมื่อจิตตั้งมั่น สภาวะตื่นรู้มีกำลังพอจะเกิดการขยายตัวแผ่ออกมาคล้าย ๆ เหมือนเรด้า ขยายวงสติปัญญารู้ออกมา ทุกอย่างที่อยู่ในข่ายของสติ จะเกิดการรู้เห็นตามความเป็นจริง เกิดการแยกธาตุแยกขันธ์เป็นของใครของมัน มิติใครมิติมัน เกิดดับของใครของมัน เกิดการรู้เห็นตามความเป็นจริง เกิดวิปัสสนาญาณ ถ้าสติมีความละเอียดพอก็จะสามารถเห็นจิตเกิดดับในระดับวาระจิตได้ จิตนี่เกิดดับรวดเร็วมาก แต่ผู้ที่ปฏิบัติที่พัฒนาสติมีความละเอียดพอก็จะเกิดปัญญาญาณที่เห็นจิตเกิดดับตามความเป็นจริงได้

เจริญวิปัสสนาญาณแล้วดีอย่างไร พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า เจริญวิปัสสนาแล้วปัญญาจะเจริญ เมื่อปัญญาเจริญ จะละอวิชชาได้ เมื่อสติมีกำลังพอ เกิดการรู้เห็นตามความเป็นจริง เกิดการรู้แจ้งแทงตลอด ก็จะเกิดการละวางปล่อยวางจากทุกสิ่งทุกอย่าง อวิชชาก็จะดับลง ก็จะเข้าถึงธรรมชาติที่บริสุทธิ์

เข้าถึงสุญญตา จะเข้าถึงความว่างที่บริสุทธิ์ ผู้ปฏิบัติก็จะพบกับความสงบสุขที่ลึกซึ้งที่สุด ไม่มีสิ่งใดเทียบได้เลย ดั่งที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี ความสงบระงับแห่งสังขารทั้งปวงเป็นสุข พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง ผลจากการเจริญสติปัฏฐานพัฒนาสติอยู่เสมอ จะทำให้เรามีขีดความสามารถที่จะดับทุกข์ คลายทุกข์ให้กับตนเอง พบกับความสุขที่ประณีตลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ จนหลุดจากพันธนาการทั้งปวง เข้าถึงธรรมชาติที่บริสุทธิ์ ก็จะพบกับความสุขที่แท้จริงของชีวิตได้

เพราะฉะนั้นเรามีโอกาสพบพระพุทธศาสนาแล้ว ก็อย่าปล่อยโอกาสให้หลุดลอยไป เราก็เป็นผู้หนึ่งที่จะมีโอกาสทำที่พึ่งให้กับตนเอง ฝึกหัดพัฒนาสติอยู่เสมอ จนมีขีดความสามารถที่จะพ้นจากสภาพแห่งกองทุกข์ พบกับความสงบสุขที่แท้จริงคือพระนิพพานได้

ก็ขออาราธนาบารมี คุณพระศรีพระรัตนตรัย คุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ของจงปกปักษ์รักษา ให้ท่านทั้งหลายแคล้วคลาดปลอดภัยจากหมู่มารร้ายภัยอันตรายทั้งปวง มีความผาสุกความเจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไป จนพ้นจากกองทุกข์ คือพระนิพพานทุกข์ท่านเทอญ ก็หมั่นระลึกรู้สึกตัวอยู่เสมอ วางภาระหน้าที่ความกังวลต่าง ๆ ใช้เวลาสองวันให้มีประโยชน์คุ้มค่า อยู่กับตนเอง รู้เนื้อรู้ตัวอยู่เสมอ ค่อย ๆ ฝึกหัดพัฒนาสติไปหนทางหมื่นลี้ก็เริ่มที่ก้าวแรก ไม่มีคำว่าสาย ที่เราจะกลับมาให้ความสำคัญกับจิตใจของเรา พัฒนาสติของเรา

เปลี่ยนจากจิตใจที่มันฟุ้งไปในอารมณ์ต่างๆ จากใจที่มันตกเป็นทาสของกิเลสตัณหา พลิกมาเป็นใจที่รู้ตื่นเบิกบาน เป็นอิสระจากพันธนาการทั้งปวงได้ เราก็จะได้รับผลจากการปฏิบัติธรรม ซึ่งมันดื่มด่ำล้ำค่า ไม่มีสิ่งใดที่จะยิ่งกว่านี้ได้อีก เพราะฉะนั้นเราก็ค่อยๆฝึกหัดพัฒนาสติของเรา เดี๋ยวก็จะพาฝึกหัดพัฒนาสติ โดยใช้อิริยาบถต่างๆ การยืนการเดินการนั่ง อาศัยร่างกายจิตใจของเราเป็นอุปกรณ์ขึ้นมา

สำหรับคนใหม่ก็ค่อย ๆ ฝึกหัดไป ใหม่ ๆ นั่งมันก็ปวดก็เมื่อย ก็ค่อย ๆ ขยับได้ รู้สึกนั่งกับพื้นไม่สบายก็นั่งเก้าอี้ได้ เอาที่เรารู้สึกสบายผ่อนคลาย ใหม่ ๆ ก็นั่งใช้เวลาไม่นานค่อย ๆ ฝึกไป พอเราทำไปเรื่อย ๆ สติมีกำลังทีนี้มันก็จะปฏิบัติไปได้เรื่อย ๆ พอสติมีกำลังดีก็จะนั่งไปได้เป็นชั่วโมง หลายชั่วโมงเราก็ปฏิบัติได้สบาย ใหม่ ๆ เราก็ค่อย ๆ ฝึกหัดขึ้นมาก่อน ทำแต่น้อยแต่ทำบ่อย ๆ ค่อย ๆ ฝึกขึ้นมา ค่อย ๆ ฝึกไป

แต่เมื่อใดที่จิตเราเริ่มนิ่ง เกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อมได้เมื่อไร มันจะเริ่มเดินตามการปฏิบัติได้ ทีนี้มันจะเข้าไปตามสภาวะ ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม โปร่งโล่งเบาสบาย เกิดความรู้ตื่น เบิกบานขึ้นมา เกิดการรู้เห็นตามความเป็นจริง เห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง และเกิดการเข้าถึงความว่างที่บริสุทธิ์ สภาวะสุญญตาไม่ใช่สิ่งเกินวิสัย ญาติโยมก็มีโอกาสเข้าถึงได้ทุกคน ถ้าเราฝึกหัดได้ถูกต้อง พัฒนาสติอยู่เสมอ

เมื่อเราเข้าถึงสภาวะสุญญตา เราก็ใช้ชีวิตได้ตามปกติเลย มิติข้างในมันจะเป็นว่างรู้ ภายนอกมันก็จะเป็นสักแต่ว่าธาตุตามธรรมชาติ ข้างในมันจะว่าง ที่เรียกว่าจิตมันว่าง บริสุทธิ์ เป็นวิสังขารไร้การปรุงแต่ง ข้างนอกจะเป็นสักแต่ว่าธาตุธรรมชาติ เราสามารถมีชีวิตแบบนี้ได้ ชีวิตแบบนี้มันดีอย่างไร มันเป็นชีวิตที่ไร้ทุกข์ ภายนอกโลกมันจะวุ่นวายสักเพียงใด มันก็เป็นเรื่องของข้างนอก ข้างในมันจะนิ่งว่างบริสุทธิ์อยู่อย่างนั้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่าสุญญตาหรือนิพพาน มันไม่ใช่สิ่งที่เกินเลย ทุกคนมีโอกาสเข้าถึงได้ทุกคน มีโอกาสพิสูจน์คำตอบพระพุทธเจ้าได้ทุกคน ได้รับผลจากการปฏิบัติธรรมได้ทุกคน ขอให้เราตั้งใจฝึกหัดของเราให้ดี

ธรรมบรรยาย โดยพระมหาวรพรต กิตติวโร (ป.ธ.๖) คอร์สอบรมวิปัสสนา “เดินจิต…สติปัฏฐานสี่” ณ วัดวังตะกู จังหวัดนครปฐม ครั้งที่ ๔ วันที่ ๕ – ๖ สิงหาคม ๒๕๖๐ (อนุโมทนาบุญ คุณเบญจพร แจ่มเจริญ จิตอาสาช่วยถอดเทปธรรมบรรยาย) ที่มา: Mahaeyong Society (วัดมเหยงคณ์ )

8961

 

Related Posts

Leave a Reply

© 2026 Ninenovel - Theme by WPEnjoy

Discover more from Ninenovel TV Drama Series

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading