ตำนานมหาสมัยสูตร บทสวดมหาสมัยสูตร

ตำนานมหาสมัยสูตร บทสวดมหาสมัยสูตร

พระพุทธมนต์มหาสมัยสูตรนี้ เป็นพระบาลีคาถาปัฐยาวัตร พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะก็บริบูรณ์สุนทรภาษิตเป็นที่เจริญจิตเจริญใจของเทวด าและมนุษย์ทั้งหลายผู้ตั้งใจสดับสุดแต่ว่า เมื่อยกขึ้นกล่าวคราวใด ในสถานที่ใด ก็เป็นมงคลในคราวนั้น ในสถานที่นั้น ดังนั้น แต่โบราณกาล ทุกครั้งที่มีการประชุมใหญ่เพื่อมงคลสมัย ก็นิยมอาราธนาพระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์มหาสมัยสูตรนี้ ท่านผู้รู้กล่าวว่า มหาสมัยสูตรนี้ เป็นพระคาถาที่เทพเจ้าพอใจมาประชุมสดับ ด้วยเหตุนี้ ถ้าจะมีการสวดมหาสมัยสูตรนี้มีนิยมให้เจ้าของงานจัดตั้งเสนาสนะให้เรียบร้อย ทำให้สะอาด ตกแต่งให้งาม อาสนะของพระสงฆ์ต้องลาดผ้าขาว เพดานก็ใช้ขึงผ้าแดง หรือ ผ้าขาวแต่ระบายรอบเป็นผ้าแดง ห้อยย้อยด้วยบุบผามาลัย เพราะนิยมว่าจะมีเทพเจ้าทั้งหลาย มีภุมมเทวดา เป็นต้น มาประชุมฟังด้วย หากแต่ส่วนมากนิยมจัดทำเฉพาะในคราวมีงานพิธีสมรสอันนิยมเรียกว่า วิวาหมงคล ซึ่งผู้ใหญ่ทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงพอใจต้องการให้เทพบุตรเทพธิดามาร่วมประชุ มเพื่อสวัสดิมงคลในงาน ถือกันเป็นธรรมเนียมทีเดียว

ถ้าเจ้าภาพต้องการ ให้พระสงฆ์สวดมหาสมัยสูตร ก็ต้องจัดสถานที่ให้ถูกต้องดังกล่าวแล้ว พระสงฆ์ก็จะสวดให้ แม้จะไม่ออกปากร้องเรียน ขอให้ท่านสวดก็ตาม ด้วยสถานที่แสดงชัดให้ท่านทราบ แต่ถ้าไม่จัดสถานที่ให้ถูกต้องดังกล่าว แม้เจ้าของงานมีความประสงค์จะให้สวดมหาสมัยสูตร พระสงฆ์ก็จะอิดเอื้อนไม่ยอมสวดให้ ด้วยจัดที่ไม่สมเกียรติมหาสมัยสูตร

ม ีเรื่องเล่าว่า สมัยเมื่อพระพุทธศาสนาไปประดิษฐานรุ่งเรืองอยู่ที่ลังกาทวีป ครั้งนั้น พระสุตธระรูปหนึ่ง ได้ตั้งกัลยาณจิตสาธยายมหาสมัยสูตรด้วยสมาธิจิต ตั้งแต่ต้นจนจบลงด้วยดี ขณะนั้น เทพธิดาซึ่งสิงอยู่ที่ไม้กากะทิงใหญ่ ใกล้ประตูถ้ำโกฏิบรรพต มีศรัทธาเลื่อมใสมาฟังมหาสมัยสูตร ซึ่งพระสุตธระรูปนั้นสาธยายด้วยจิตสงบจนจบลง เกิดความปิติปราโมทย์เปล่งวาจาสาธุการว่า “ สาธุ สาธุ”

ครั้นพระสุตธระ ได้สดับเสียงสาธุการ ของนางเทพธิดา ก็แปลกใจว่ามีเสียงสาธุของใครปรากฏขึ้นใน

เวลาราตรีเช่นนี้ จึงร้องถามออกไปว่า “ ใครนั้น เปล่งเสียงสาธุการ”
“ดิฉัน เทพธิดา ซึ่งสิงสถิตย์อยู่ที่ไม้กากะทิง แทบประตูถ้ำ”
“ขอโทษเถอะ แม่เทพธิดา สาธุการให้ใครไม่ทราบ”
“ถ้าสาธุการถวายพระคุณท่านซิเจ้าค๊ะ”
“ถวายอาตมาเรื่องอะไร”
“เรื่องสาธยายพระมหาสมัยสูตร ของพระคุณท่านนั่นแหละค่ะ”
“แม่เทพธิดาฟังแต่เมื่อไร”
“ตั้งแต่พระคุณท่านเริ่มทีเดียวค่ะ พระสูตรนี้มีอรรถพยัญชนะไพเราะจริงน๊ะค๊ะ ดิฉันได้ฟังเป็นครั้งที่สองปลาบปลื้มใจมากค่ะ”
“ครั้งที่หนึ่ง แม่เทพธิดาฟังที่ไหนไม่ทราบ”
“ได้ฟังพระบรมศาสดาทรงแสดงด้วยพระองค์เองทีเดียวค่ะ ที่ป่ามหาวัน ตั้งแต่บัดนั้นมาจนบัดนี้ จึงได้ฟังพระคุณท่านเป็นครั้งที่สอง”
“ครั้งนั้น มีผู้คนฟังมากไหม แม่เทพธิดา”
“นอกจากพระสงฆ์พุทธสาวกแล้ว ไม่มีมนุษย์ที่ไหนได้ฟังหรอกค่ะ มีแต่เทพยดามาประชุมกันถึงหมื่นโลกธาตุ สุดที่จะนับประมาณทีเดียวค่ะ”
“แม่เทพธิดาได้เข้าไปอยู่ในที่เฉพาะพระพักตร์พระบรมศาสดา ณ ป่ามหาวันเทียวหรือ”
“แ หม พูดถึงเรื่องนี้ ดิฉันยังอดน้อยใจในวาสนาต่ำต้อยน้อยศักดิ์ สำหรับตัวดิฉันอยู่ไม่หายเลยค่ะ คือ ครั้งนั้น เทพเจ้าผู้มเหศักดิ์มาประชุมกันแน่น อย่าพูดถึงป่ามหาวันเลยค่ะ ที่ดิฉันอยู่ และดิฉันก็มิได้ตั้งใจว่าจะอยู่ด้วย รู้ตัวว่าบุญวาสนาน้อย อุตส่าห์ถอยไปอยู่ป่าชมภูโกละ คิดว่าจะยืนฟังอยู่ที่นั่น ครั้นเทพดาผู้มเหศักดิ์มามากเข้า ก็ต้องถอยไปโรหนะชนบท ถอยไปหลังมหาคาม ในที่สุดตกทะเลเลยลงไปยืนแช่น้ำฟังอยู่เพียงคอ แต่ก็ต้องอดชมบุญตัวอยู่มากเหมือนกันที่ได้ฟังจนได้”
“ก็อยู่ไม่ไกลออกไปเช่นนั้น แม่เทพธิดาจะมองเห็นพระบรมศาสดาละหรือ? จะได้ยินพระสุรเสียงที่ตรงตรัสประทานอยู่หรือ ?”
“ไ ด้ยินเจ้าค่ะ ได้ยินชัดทุกบททุกพยัญชนะเทียวค่ะ แม้พระพักตร์พระบรมศาสดาดิฉันก็เห็นถนัดมากค่ะ เสมือนหนึ่งว่าทรงประทับนั่งแสดงอยู่เฉพาะหน้าดิฉันเทียวค่ะ ดิฉันยังรู้สึกละอายพระองค์ที่ทรงทอดพระเนตรเห็นดิฉันยืนแช่น้ำฟังธรรมอยู่ต ลอดเวลา”
“แม่เทพธิดาทราบไหมว่า ครั้งนั้นที่เทพเจ้าบรรลุมรรคผลประมาณสักเท่าใด”
“ประมาณไม่ได้ดอกพระคุณท่าน มากเหลือเกิน”
“แล้วก็แม่เทพธิดาได้บรรลุอรหันหรือเปล่า”
“ไม่ได้หรอกค่ะ ดิฉันบุญน้อย”
“ถ้าไม่เช่นนั้น แม่เทพธิดาก็คงจะได้บรรลุอนาคามีผล”
“แม้อนาคามีผลก็สุดเอื้อมค่ะ ได้บอกแล้วว่า ดิฉันบุญน้อยมาก”
“มิฉะนั้น ก็ต้องไปพลาดพระสกทาคามี เพราะแม่เทพธิดาตั้งใจฟังดีอย่างนี้”
“ยิ่งกว่าพลาดอีกค่ะ พระคุณท่าน คนโง่นี่ค๊ะ ถึงจะฟังอย่างนี้ก็ยังไม่ได้อยู่นั่นแหละ”
พระสุตธระ ติดใจถามต่อไปอีกว่า “แม้จะพลาดพระสกทาคามี แม่เทพธิดาก็จะต้องได้พระโสดาปัตติผล ไว้เป็นสมบัติใช่ไหม?”
นางเทพธิดาไม่ตอบ ตามวิสัยของพระอริยเจ้า กล่าวเลี่ยงไปว่า “ มีเทพบุตร เทพธิดาบรรลุกันมากค่ะ พระคุณท่าน”
“ทำอย่างไร อาตมาจะได้เห็นแม่เทพธิดา กรุณาแสดงกายให้อาตมาเห็นได้บ้างไหม?”
“อย่าดีกว่าพระคุณท่าน แต่ถ้าพระคุณท่านประสงค์จริงๆ ดิฉันจะแสดงแต่เพียงนิ้วมือ” ว่าแล้วนางเทพธิดาก็ยกนิ้วมือประทับที่ตรงช่องลูกดานประตูวิหาร ด้วยอานุภาพรัศมีนิ้วมือได้แผ่สร้านส่องสว่างไปทั่วบริเวณ ต่อนั้น นางเทพธิดาก็กล่าวเตือนพระสุตธระ ให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท มั่นอยู่ในไตรสิกขา ที่สุดก็อำลาจากไปในทันใดนั้น

เรื่องนี้ แสดงว่ามหาสมัยสูตรเป็นมนต์ที่บริบูรณ์ด้วยอรรถพยัญชนะพร้อมด้วยอานุภาพ เป็นสิริมงคล ควรแก่การสดับฟังยิ่งนัก

ประการหนึ่ง อานุภาพของมหาสมัยสูตรนั้น ไม่เพียงแต่จะสร้างความสวัสดีมงคลให้แก่สถานที่และผู้สดับเท่านั้น อานุภาพของมหาสมัยสูตรยังช่วยกำจัด ช่วยบรรเทาเคราะห์ร้าย ภัยพิบัติอุปัทวันตราย ตลอดความอัปรีจัญไรโพทัยทิบาตนานาประการอีกด้วย เช่น ลูกอุกาบาต อันมีลักษณะแดงเหมือนดวงไฟ ขนาดโตเท่าผลมะพร้าว หรือผลส้มโอ ลอยจากอากาศตกลงในเวลากลางคืน ถือกันว่า เป็นลางบอกเหตุร้ายจะเกิดขึ้นโบราณก็นิยมอาราธนาพระสงฆ์มาสวดมหาสมัยสูตร เพื่อบรรเทาเหตุร้ายอันจะพึงมีนั้น

เรื่องเช่นนี้เคยลามปามไปถึงชาวบ้านที่นิยมมหาสมัยสูตร ใช้เป็นวิธีลงโทษภิกษุสามเณรที่เข้าไปบิณฑบาตรในบ้าน หากไปสะเพร่าทำบาตรหรือฝาบาตรตกในลานบ้าน ถือว่ากำลังทำเหตุร้ายไม่เป็นมงคลให้แก่บ้านเขา ต้องให้พระเณรรูปนั้นยืนสวดมหาสมัยป้องกันเหตุร้ายให้ ที่บางแห่งกรุณาให้นั่งบนครกตำข้าว ห้อยเท้าเหยียบพื้นดินตรงนั้นสวดดูๆเหมือนจะลงโทษมากไป แต่ก็เป็นผลดีทำให้พระเณรมีการสังวรถือบาตรดีมาก ทั้งเป็นอุบายให้พระเณรขยันท่องมหาสมัยสูตรไว้ ฉวยพลาดพลั้งจะได้สวดให้เขาได้ เป็นการรับเคราะห์จากเขาเอาไปวัด ให้ความสวัสดีแก่เจ้าของบ้าน

แม้ในพระราชพิธีใหญ่ๆ ในพระบรมมหาราชวัง เช่น พิธีตรุษสงกรานต์ แต่ก่อนก็นิยมสวด ทางราชการได้จัดอาราธนาให้พระสวดหนึ่งสำหรับโดยเฉพาะทีเดียว รวมความว่า ในพิธีมงคลใหญ่ นิยมให้สวดมหาสมัยสูตร บัดนี้ ดูห่างๆไป จักเป็นเพราะต้องใช้เวลามาก ด้วยเป็นสูตรใหญ่ โบราณเรียกว่าเป็นมนต์ผูกหนึ่ง แม้ในสมัยนั้น เจ้าภาพก็รู้สึกลำบากใจในเรื่องใช้เวลามาก จะไม่สวดก็เสียดาย จะให้สวดเวลาก็ไม่พอ จึงมีนิยมให้ตัดสวดแต่น้อย สวดเพียง สัฏเฐเต ในท้ายพระสูตร มีจำนวน ๑๒ คาถา
มูลเหตุของพระสูตรนี้มีเรื่องว่า

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งทรงปรากฏแก่มวลเทวดาและมนุษย์ว่าเป็นโมลีโลก ซึ่งทรงพระกรุณารื้อขนสัตว์ให้ข้ามจตุรโอฆสงสารนับแต่ทรงมีพระมโนปณิธาน ในอันจะบรรลุถึงซึ่งพระสัมมาสัมโพธิญาณก็ทรงบำเพ็ญพระบารมี ๓๐ ประการได้บริบูรณ์ตามพระพุทธบัณฑูรซึ่งประทานไว้ เป็นเยี่ยงอย่างทั่วไปแก่พุทธบริษัททั่วเมทนีดล ซึ่งทุกๆคนจะต้องบำรุงตน สร้างตนด้วยการศึกษาและการปฏิบัติให้คุณธรรมอันดีก่อน ต่อนั้น จึงค่อยบำเพ็ญตนให้เป็นอากรแห่งประโยชน์สุขแก่ผู้อื่นสืบไปนี้เป็นวิสัยของบ ัณฑิตย์ ซึ่งสมเด็จพระธรรมสามิศร์บรมศาสดาได้ทรงบำเพ็ญเป็นเยี่ยงอย่างอันดีมาตั้งแต ่ต้นจนอวสาน นับตั้งแต่ทรงกำจัดพญามารและเสนามารให้ปราชัย และทรงบรรลุธรรมมาภิสมัย ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมพุทธเจ้า จัดว่าได้ทรงบำเพ็ญ อัตตทัตถจริยา การบำเพ็ญประโยชน์สุขแก่พระองค์เองโดยเฉพาะ ต่อนั้น ก็ทรงพระมหากรุณาเสด็จเทศนาสั่งสอนเวไนยนิกร ตั้งแต่ทรงประทานธรรมจักรอันบวรปฐมเทศนาแก่พระปัญจวัคคีย์ภิกษุทั้ง ๕ ให้พระโกณทัญญะเถระได้บรรลุโสดา อันนี้จัดว่าทรงบำเพ็ญ โลกัตถจริยา ทรงบำเพ็ญประโยชน์สุขแก่โลก คือแก่ประชาชนทั่วไป ไม่จำกัดชาติชั้นวรรณะ สมพระหฤทัยที่ได้ทรงสละราชสมบัติออกทรงผนวชเนาในพนัศพนมไพร เริ่มเสด็จประดิษฐานพระศาสนาไว้ในมคธรัฐ พอสมควรแก่เวลาแล้วก็ปรารภ ญาตัตจริยาปรารถนาจะทรงทำประโยชน์สุขแก่พระประยูรญาติ ด้วยอำนาจพระเมตตาและกตัญญู จึงสมเด็จพระบรมครูก็เสด็จพระพุทธดำเนินจากเบ็ญจคีรีนคร มีพะสงฆ์สาวกบทจรตามพระยุคคลบาท ๕๐๐ องค์ โดยมรรคาป่าระหงพงพนัศแนวไม้ กำหนดทางไว้ ๖๐ โยชน์ ที่ยาตราโดยผาสุกไม่รีบร้อนก็เสด็จถึงกบิลพัสดุ์ นครโดยสวัสดี

ป จฺจุคมนํ กตฺวา ประชาชนชาวบุรีกบิลพัสดุ์ต่างก็มีความโสมนัส ปิติและปราโมทย์ นับแต่พระเจ้าสิริสุทโธทนะ พระพุทธบิดาลงมา พากันปรีดาต้อนรับเป็นการใหญ่ ด้วยศรัทธาเลื่อมใส พากันรมย์รื่นอยู่ในร่มใบบุญ ทั้งตั้งมั่นอยู่ในธรรมคุณของพระบรมศาสดา ที่ทรงพระมหากรุณาประทานให้
พ ระพุทธศาสนาเกิดเป็นธงชัยประจำรัฐแห่งกบิลพัสดุ์มหานครเกียรติคุณได้ฟุ้งขจร ไปทั่วหล้า ว่าพระพุทธศาสนาเป็นฉัตรชัย ให้ความสงบสุขกายใจแก่ประชาชน จึงคนใจบุญทั้งสองพระนคร คือ กรุงเทวทหะและกรุงกบิลพัสดุ์ ตั้งต้นแต่พระมหากษัตริย์ ลงมาถึงชาวบุรี ต่างก็มีความยินดีพรักพร้อมกันพลีทรัพย์ออกบูชาด้วยน้ำใจงาม สร้างวัดนิโครธาราม ซึ่งใหญ่กว้างและงามตระการด้วยรัตนอันวิจิต น้อมถวายพระธรรมสามิศร์ให้เสด็จสถิตย์สำราญพระองค์ พร้อมด้วยพระอริยสงฆ์สาวกบริพารอยู่จำพรรษากาลในวสันตฤดู

ครั้งนั้น สมเด็จพระบรมครูก็ทรงรับอาราธนา เสด็จอยู่จำพรรษาตามสมควรแก่พระอัธยาศัย วันหนึ่ง เสด็จประทับสำราญพระทัยในป่ามหาวัน ที่อุดมด้วยสันติวิเวก ควรแก่สัลเลขปฏิปทา ของพระอริยสงฆ์ที่ตามเสด็จพระบรมศาสดา ไปยังกุณาละสระโบกขรณีที่รื่นรมย์ ขณะนั้น บรรดามหาพรหมและเทวดาใน ๑๐ โลกธาตุ ก็พากันมาสันนิบาตถวายบังคมพระบรมธรรมสามิศร์ แล้วต่างก็ภาษิตคาถาสรรเสริญ ซึ่งพระพุทธคุณ และสังฆคุณให้เพลิดเพลินแก่สมาคมอันใหญ่ ด้วยมีครั้งเดียวในพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์ทรงพระมหากรุณาตรัสประทานอมตบทให้พระสงฆ์และเทพเจ้าเอิบอิ่มในอม ตรส ดำเนินตามสันติวรบทอันเกษมสานต์

ครั้งนั้น พญามารทราบประพฤติเหตุ ว่าเทวาและเทเวศร์สุดที่จะประมาณ กำลังสดับโลกุตตรธรรมของพระศาสดาจารย์ เพื่อข้ามแก่งแห่งมารวิสัย พญามารก็คุมแค้นในใจเป็นที่สุด จึงสั่งเสนามารให้รีบรุดมาทำลายล้างเทวสมาคม ให้เลิกละมโนรมย์กุศลจิต กลับมาข้องอยู่ในเบญจพิพิธบ่วงมาร ต่างก็สำแดงอาการให้น่าพิลึกสะพึงกลัว ยากที่เทพเจ้าจะประคับประคองจิตของตัวมิให้หวั่นไหว พญามารตบพื้นพสุธาให้ดังสนั่นไกลยิ่งกว่าฟ้าผ่า แสดงอาการดังไฟป่ากำลังลุกลามเข้ามารอบข้างเทวสมาคม ด้วยเดชะมหาสมัยสูตรของพระบรมศาสดา กำบังหูกำบังตามิให้เห็นมิให้ดูมิให้รู้ทุกประการ พญามารและเสนามารก็สำแดงปาฏิหาริย์เหนื่อยเปล่าไม่เป็นผล ต่างก็ล่าทัพกลับเข้าแดนของตนโดยสิ้นฤทธิ์ต่อนั้น สมเด็จพระธรรมสามิศร์ก็ทรงสำแดงปาฏิหาริย์ ให้พระสงฆ์และเทพเจ้าเห็นหมู่เสนามารกำลังปราศนาการหนีไป ด้วยอานุภาพแห่งธรรมมหาสมัยของพระบรมศาสดา ขอมหาสมัยมงคลดังพรรณนามาจงมีแก่มวลพุทธบริษัท ที่มุ่งปฏิบัติตามสมควรแก่วิสัยในกุศล ขอยุติความในมหาสมัยมงคลแต่เพียงนี้

บทสวดมหาสมัยสูตร

เอวัมเม สุตังฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา สักเกสุ วิหะระติ กะปิละวัตถุสะมิง มะหาวะเน มะหะตา ภิกขุสังเฆนะ สัทธิง ปัญจะมัตเตหิ ภิกขุสะเตหิ สัพเพเหวะ อะระหันเตหิฯ ทะสะหิ จะ โลกะธาตูหิ เทวะตา เยภุยเยนะ สันนิปะติตา โหนติ ภะคะวันตัง ทัสสะนายะ ภิกขุสังฆัญจะฯ อะถะโข จะตุนนัง สุทธาวาสะกายิกานัง เทวานัง เอตะทะโหสิฯ อะยัง โขภะคะวา สักเกสุ วิหะระติ กะปิละวัตถุสะมิง มะหาวะเน มะหะตา ภิกขุสังเฆนะ สัทธิง ปัญจะมัตเตหิ ภิกขุสะเตหิ สัพเพเหวะ อะระหันเตหิ ทะสะหิ จะ โลกะธาตูหิ เทวะตา เยภุยเยนะ สันนิปะตะตา โหนติ ภะคะวันตัง ทัสสะนายะ ภิกขุสังฆัญจะ ยันนูนะ มะยัมปิ เยนะ ภะคะวา เตนุปะสังกะเมยยามะ อุปสังกะมิตะวา ภะคะวะโต สันติเก ปัจเจกะคาถา ภาเสยยามาติฯ

อะถะโข ตา เทวะตา เสยยะถาปิ นามะ พะละวา ปุริโส สัมมิญชิตัง วา พาหัง ปะสาเรยยะ ปะสาริตัง วา พาหัง สัมมิญเชยยะ เอวะเมวะ สุทธาวาเสสุ เทเวสุ อันตะราหิตา ภะคะวะโต ปุระโต ปาตุระหังสุฯ อะถะโข ตา เทวะตา ภะคะวันตัง อะภิวาเทตะวา เอกะมันตัง อัฏฐังสุ เอกะมันตัง ฐิตา โข เอกา เทวะตา ภะคะวะโต สันติเก อิมัง คาถัง อะภาสิฯ

มะหาสะมะโย ปะวะนัสะมิง เทวะกายา สะมาคะตา อาคะตัมหะ อิมัง ธัมมะสะมะยัง ทักขิตาเยวะ อะปะราชิตะสังฆันติฯ อะถะโข อะปะรา เทวะตา ภะคะวันโต สันติเก อิมัง คาถัง อะภาสิฯ ตัตระ ภิกขะโว สะมาทะหังสุง จิตตัง อัตตะโน อุชุกะมะกังสุ สาระถีวะ เนตตานิ คะเหตะวา อินทะริยานิ รักขันติ ปัณฑิตาติฯ อะถะโข อะปะรา เทวะตา ภะคะวะโต สันติเก อิมัง คาถัง อะภาสิฯ เฉตะวา ขีลัง เฉตะวา ปะลีฆัง อินทะขีลัง โอหัจจะมะเนชา เต จะรันติ สุทธา วิมะลา จักขุมะตา สุทันตา สุสู นาคาติฯ อะถะโข อะปะรา เทวะตา ภะคะวันโต สันติเก อิมัง คาถัง อะภาสิ เย เกจิ พุทธัง สะระณัง คะตา เส นะ เต คะมิสสันติ อะปายะภูมิง ปะหายะ มานุสัง เทหัง เทวะกายัง ปะริปูเรสสันตีติฯ

อะถะโข ภะคะวา ภิกขู อามันเตสิ เยภุยเยนะ ภิกขะเว ทะสะสุ โลกะธาตูสุ เทวะตา สันนิปะติตา โหนติ ตะถาคะตัง ทัสสะนายะ ภิกขุสังฆัญจะ เยปิ เต ภิกขะเว อะเหสุง อะตีตะมัทธานัง อะระหันโต สัมมาสัมพุทธา เตสัมปิ ภะคะวันตานัง เอตะปะระมาเยวะ เทวะตา สันนิปะติตา อะเหสุง เสยยะถาปิ มัยหัง เอตะระหิ เยปิ เต ภิกขะเว ภะวิสสันติ อะนาคะตะมัทธานัง อะระหันโต สัมมาสัมพุทธา เตสัมปิ ภะคะวันตานัง เอตะปะระมาเยวะ เทวะตา สันนิปะติตา ภะวิสสันติฯ เสยยะถาปิ มัยหัง เอตะระหิ อาจิกขิสสามิ ภิกขะเว เทวะกายานัง นามานิ กิตตะยิสสามิ ภิกขะเว เทวะกายานัง นามานิ เทสิสสามิ ภิกขะเว เทวะกายานัง นามานิตัง สุณาถะ สาธุกัง มะนะสิ กะโรถะฯ ภาสิสสามีติ เอวัมภันเตติ โข เต ภิกขู ภะคะวะโต ปัจจัสโสสุงฯ ภะคะวา เอตะทะโวจะฯ

สิโลกะมะนุกัสสามิ ยัตถะ ภุมมา ตะทัสสิตา เย สิตา คิริคัพภะรัง ปะหิตัตตา สะมาหิตา ปุถู สีหาวะ สัลลีนา โลมะหัง สาภิสัมภุโน โอทาตะมะนะสา สุทธา วิปปะสันนะมะนาวิลา ภิยโย ปัญจะสะเต ญัตะวา วะเน กาปิละวัตถะเว ตะโต อามันตะยิ สัตถา สาวะเก สาสะเน ระเต เทวะกายา อะภิกกันตา เต วิชานาถะ ภิกขะโว เต จะ อาตัปปะมะกะรุง สุตะวา พุทธัสสะ สาสะนัง เต สัมปาตุระหุ ญานัง อะมะนุสสานะ ทัสสะนัง อัปเปเก สะตะมัททักขุง สะหัสสัง อะถะ สัตตะริง สะตัง เอเก สะหัสสานัง อะมะนุสสานะมัททะสุง อัปเปเกนันตะมัททักขุง ทิสา สัพพา ผุฎา อะหุง ตัญจะ สัพพัง อะภิญญายะ วะวักขิตวานะ จักขุมา ตะโต อามันตะยิ สัตถา สาวะเก สาสะเน ระเต เทวะกายา อะภิกกันตา เต วิชานาถะ ภิกขะโว เย โวหัง กิตตะยิสสามิ คิราหิ อะนุปุพพะโสฯ

สัตตะสะหัสสาวะ ยักขา ภุมมา กาปิละวัตถะวา อิทธิมันโต ชุติมันโต วัณณะวันโต ยะสัสสิโน โมทะมานา อะภิกกามุง ภิกขูนัง สะมิติง วะนังฯ

ฉะสะหัสสา เหมะวะตา ยักขา นานัตตะวัณณิโน อิทธิมันโต ชุติมันโต วัณณะวันโต ยะสัสสิโน โมทะมานา อะภิกกามุง ภิกขูนัง สะมิติง วะนังฯ

อิจเจเต โสฬะสะสะหัสสา ยักขา นานัตตะวัณณิโน อิทธิมันโต ชุติมันโต วัณณะวันโต ยะสัสสิโน โมทะมานา อะภิกกามุง ภิกขูนัง สะมิติง วะนังฯ

เวสสามิตตา ปัญจะสะตา ยักขา นานัตตะวัณณิโน อิทธิมันโต ชุติมันโต วัณณะมันโต ยะสัสสิโน โมทะมานา อภิกกามุง ภิกขูนัง สะมิติง วะนังฯ

กุมภิโร ราชะคะหิโก เวปุลลัสสะ นิเวสะนัง ภิยโย นัง สะตะสะหัสสัง ยักขินา ปะยิรุปาสะติ กุมภิโร ราชะคะหิโก โสปาคะ สะมิติง วะนังฯ

ปุริมัญจะ ทิสัง ราชา ธะตะรัฏโฐ ปะสาสะติ คันธัพพานัง อาธิปะติ มะหาราชา ยะสัสสิ โสฯ ปุตตาปิ ตัสสะ พะหะโว อินทะนามา มะหัพพะลา อิทธิมันโต ชุติมันโต วัณณะวันโต ยะสัสสิโน โมทะมานา อะภิกกามุง ภิกขูนัง สะมิติง วะนังฯ

ทักขินัญจะ ทิสัง ราชา วิรุฬโห ตัปปะสาสะติ กุมภัณฑานัง อาธิปะติ มะหาราชา ยะสัสสิ โสฯ ปุตตาปิ ตัสสะ พะหะโว อินทะนามา มะหัพพะลา อิทธิมันโต ชุติมันโต วัณณะมันโต ยะสัสสิโน โมทะมานา อะภิกกามุง ภิกขูนัง สะมิติง วะนังฯ

ปัจฉิมัญจะ ทิสัง ราชา วิรูปักโข ปะสาสะติ นาคานัง อาธิปะติ มะหาราชา ยะสัสสิ โส ปุตตาปิ ตัสสะ พะหะโว อินทะนามา มะหัพพะลา อิทธิมันโต ชุติมันโต วัณณะวันโต ยะสัสสิโน โมทะมานา อะภิกกามุง ภิกขูนัง สะมิติง วะนังฯ

อุตตะรัญจะ ทิสัง ราชา กุเวโร ตัปปะสาสะติ ยักขานัง อาธิปะติ มะหาราชา ยะสัสสิ โส ปุตตาปิ ตัสสะ พะหะโว อินทะนามา มะหัพพะลา อิทธิมันโต ชุติมันโต วัณณะวันโต ยะสัสสิโน โมทะมานา อะภิกกามุง ภิกขูนัง สะมิติง วะนังฯ

ปุริมะทิสัง ธะตะรัฎโฐ ทักขิเณนะ วิรุฬหะโก ปัจฉิเมนะ วิรูปักโข กุเวโร อุตตะรัง ทิสังฯ จัตตาโร เต มะหาราชา สะมันตา จะตุโร ทิสา ทัททัลละมานา อัฏฐังสุ วะเน กาปิละวัตถะเวฯ เตสัง มายาวิโน ทาสา อาคู วัญจะนิกา สะฐา มายา กุเฏณฑุ เวเฏณฑุ วิฏู จะ วิฏุโต สะหะ จันทะโน กามะเสฏโฐ จะ กินนุฆัณฑุ นิฆัณฑุ จะ ปะนาโท โอปะมัญโญ จะ เทวะสูโต จะ มาตะลิ จิตตะเสโน จะ คันธัพโพ นะโฬราชา ชะโนสะโภ อาคู ปัญจะสิโข เจวะ ติมพะรู สุริยะวัจฉะสา เอเต จัญเญ จะราชาโน คันธัพพา สะหะ ราชุภิ โมทะมานา อะภิกกามุง ภิกขูนัง สะมิติง วะนังฯ

อะถาคู นาภะสา นาคา เวสาลา สะหะตัจฉะกา กัมพะลัสสะตะรา อาคู ปายาคา สะหะ ญาติภิ ยามูนา ธะตะรัฏฐา จะ อาคู นาคา ยะสัสสิโน เอราวัณโณ มะหานาโค โสปาคะ สะมิติง วะนังฯ

เย นาคะราเช สะหะสา หะรันติ ทิพพา ทิชาปักขิ วิสุทธะจักขู เวหาสะยา เต วะนะมัชฌะปัตตา จิตรา สุปัณณา อิติ เตสะนามัง อะภะยันตะทา นาคะราชานะมาสิ สุปัณณะโต เขมะมะกาสิ พุทโธ สัณหาหิ วาจาหิ อุปวะหะยันตา (ให้อ่านออกเสียงว่า อุเปา-หะ-ยัน-ตา) นาคา สุปัณณา สะระณะมะกังสุ พุทธังฯ

ชิตา วะชิระหัตเถนะ สะมุททัง อะสุรา สิตา ภาตะโร วาสะวัสเสเต อิทธิมันโต ยะสัสสิโน กาละกัญชา มะหาภิสมา อะสุรา ทานะเวฆะสา เวปะจิตติ สุจิตติ จะ ปะหาราโท นะมุจี สะหะ สะตัญจะ พะลิปุตตานัง สัพเพ เวโรจะนามะกา สันนัยหิตะวา พะลิง เสนัง ราหุภัททะมุปาคะมุง สะมะโยทานิ ภัททันเต ภิกขูนัง สะมิติง วะนังฯ

อาโป จะ เทวา ปะฐะวี จะ เตโช วาโย ตะทาคะมุง วะรุณา วารุณา เทวา โสโม จะ ยะสะสา สะหะ เมตตากะรุณากายิกา อาคู เทวา ยะสัสสิโน ทะเสเต ทะสะธา กายา สัพเพ นานัตตะวัณณิโน อิทธิมันโต ชุติมันโต วัณณะวันโต ยะสัสสิโน โมทะมานา อะภิกกามุง ภิกขูนัง สะมิติง วะนังฯ

เวณฑู จะ เทวา สะหะลี จะ อะสะมา จะ ทุเว ยะมา จันทัสสู ปะนิสา เทวา จันทะมาคู ปุรักขิตา สุริยัสสูปะนิสา เทวา สุริยะมาคู ปุรักขิตา นักขัตตานิ ปุรักขิตะวา อาคู มันทะพะลาหะกา วะสูนัง วาสะโว เสฏโฐ สักโก ปาคะ ปุรินทะโท ทะเสเต ทะสะธา กายา สัพเพ นานัตตะวัณณิโน อิทธิมันโต ชุติมันโต วัณณะวันโต ยะสัสสิโน โมทะมานา อะภิกกามุง ภิกขูนัง สะมิติง วะนังฯ

อะถาคู สะหะภู เทวา ชะละมัคคิสิขาริวะ อะริฏฐะกา จะ โรชา จะ อุมมา ปุปผะนิภาสิโน วะรุณา สะหะธัมมา จะ อัตจุตา จะ อะเนชะกา สุเลยยะรุจิรา อาคู อาคู วาสะวะเนสิโน ทะเสเต ทะสะธา กายา สัพเพ นานัตตะวัณณิโน อิทธิมันโต ชุติมันโต วัณณะวันโต ยะสัสสิโน โมทะมานา อะภิกกามุง ภิกขูนัง สะมิติง วะนังฯ

สะมานา มะหาสะมานา มานุสา มานุสุตตะมา ขิฑฑาปะทูสิกา อาคู อาคู มะโนปะทูสิกา อะถาคู หะระโย เทวา เย จะ โลหิตะวาสิโน ปาระคา มะหาปาระคา อาคู เทวา ยะสัสสิโน ทะเสเต ทะสะธา กายา สัพเพ มานัตตะวัณณิโน อิทธิมันโต ชุติมันโต วัณณะวันโต ยะสัสสิโน โมทะมานา อะภิกกามุง ภิกขูนัง สะมิติง วะนังฯ

สุกกา กะรุมหา อะรุณา อาคู เวฆะนะสา สะหะ โอทาตะคัยหา ปาโมกขา อาคู เทวา วิจักขะณา สะทามัตตา หาระคะชา มิสสะกา จะ ยะสัสสิโน ถะนะยัง อาคู ปะชุนโน โย ทิสา อะภิวัสสะติ ทะเสเต ทะสะธา กายา สัพเพ นานัตตะวัณณิโน อิทธิมันโต ชุติมันโต วัณณธวันโต ยะสัสสิโน โมทะมานา อะภิกกามุง ภิกขูนัง สะมิติง วะนังฯ

เขมิยา ตุสิตา ยามา กัฏฐะกา จะ ยัสสิโน ลัมพิกะตา ลามะเสฏฐา โชตินามา จะ อาสะวา นิมมานะระติโน อาคู อะถาคู ปะระนิมมิตา ทะเสเต ทะสะธา กายา สัพเพ นานัตตะวัณณิโน อิทธิมันโต ชุติมันโต วัณณะวันโต ยะสัสสิโน โมทะมานา อะภิกกามุง ภิกขูนัง สะมิติง วะนังฯ

สัฏเฐเต เทวะนิกายา สัพเพ นานัตตะวัณณิโน นามันวะเยนะ อาคัญฉุง เยจัญเญ สะทิสา สะหะ ปะวุตถะชาติมักขีลัง โอฆะติณณะมะนาสะวัง ทักเขโมฆะตะรัง นาคัง จันทังวะ อะสิตาติตัง สุพรัหมา ปะระมัตโต จะ ปุตตา อิทธิมะโต สะหะ สันนังกุมาโร ติสโส ตะ โสปาคะ สะมิติง วะนังฯ

สะหัสสะพรัหมะโลกานัง มะหาพรัหมาภิติฏฐะติ อุปะปันโน ชุติมันโต ภิสะมากาโย ยะสัสสิโน ทะเสตถะ อิสสะรา อาคู ปัจเจกะวะสะวัตติโน เตสัญจะ มัชฌะโต อาคา หาริโต ปะริวาริโต เต จะ สัพเพ อะภิกกันเต สินเท เทเว สะพรัหมะเก มาระเสนา อะภิกกามิ ปัสสะ กัณหัสสะ มันทิยัง เอถะ คัณหะถะ ราเคนะ พันธะมัตถุ โว สะมันตา ปะริวาเรถะ มา โว มุญจิตถะ โกจิ นัง อิติ ตัตถะ มะหาเสโน กัณหะเสนัง อะเปสะยิ ปาณินา ตะละมาหัจจะ สะรัง กัตะวานะ เภระวัง ยะถา ปาวุสสะโก เมโฆ ถะนะยันโต สะวิชชุโก ตะทา โส ปัจจุทาวัตติ สังกุทโธ อะสะยังวะเส ตัญจะ สัพพัง อะภิญญายะ วะวักขิตวานะ จักขุมา ตะโต อามันตะยิ สัตถา สาวะเก สาสะเน ระเต มาระเสนา อะภิกกันตา เต วิชานาถะ ภิกขะโว เต จะ อาตัปปะมะกะรุง สุตะวา พุทธัสสะ สาสะนัง วีตะราเคหิ ปักกามุง เนสัง โลมัมปิ อิญชะยุง สัพเพ วิชิตะสังคามา ภะยาตีตา ยะสัสสิโน โมทันติ สะหะ ภูเตหิ สาวะกา เต ชะเนสุตาติฯ

2280

 

Related Posts

Leave a Reply

© 2024 Ninenovel - Theme by WPEnjoy

Discover more from Ninenovel

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading