ตอนที่ 3: รู้เรื่องพลังจักรวาล จักระทั้ง 7 ในร่างกาย และ วิธีเปิดจักระ (7 Chakra in body)



พลังจักรวาล
ในร่างกายมนุษย์มีสิ่งมหัศจรรย์เหนือธรรมชาติซ่อนเร้นอยู่
เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างพลังธรรมชาติ
จิตวิญญาณและพลังเหนือธรรมชาติเข้าด้วยกัน และอยู่ภายใต้อำนาจของสมาธิ
เราเรียกสิ่งมหัศจรรย์นี้ว่า “จักระ (Chakra)”



จักระ (Chakra)
เป็นภาษาสันสกฤต แปลว่า “กงล้อ
ซึ่งเป็นลักษณะของลำแสงที่แผ่ออกมาเป็นวงคล้ายกลีบดอกบัวมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ
3 นิ้ว
ลำแสงที่มีลักษณะคล้ายกลีบดอกบัวนี้จะหมุนอยู่ตลอดเวลาก่อให้เกิดสีสรรต่าง ๆ
เหมือนประกายไฟ มีสีที่ต่างกันออกไป จักระในร่างกายมี 7 จุด
ผู้ที่ผ่านการกระตุ้นจักระและฝึกสมาธิอย่างสม่ำเสมอจะทำให้จักระหมุนวนรับพลังจักรวาลที่อยู่รอบตัวเข้าสู่จักระทั้ง
7 และหากสามารถพัฒนาอำนาจจิตให้สูงขึ้นก็จะสามารถมองเห็นรูปร่าง แสง สี
และการหมุนได้อย่างชัดเจน



จักระทั้ง 7 มีดังต่อไปนี้

  1. จักระที่ 1 มูลธารจักระ (The Base Chakra)
    ตั้งอยู่ระหว่างอวัยวะสืบพันธุ์กับทวารหนัก เป็นพื้นฐานของพลังชีวิต
    มีหน้าที่ดูดซับพลังคุนดาลินี (Kundalini = งูไฟ หรือ Serpent Fire) จากโลก

    โดยปกติแล้วจักระนี้จะไม่มีการกระตุ้นอย่างเด็ดขาดเพราะอันตรายต่อระบบการทำงานของร่างกาย
    สีที่สัมพันธ์คือ สีแดง มี 4 เส้นแสง อัญมณีที่สัมพันธ์กับจักระที่ 1 คือ
    ทับทิม โกเมน

  2. จักระที่ 2 สวาธิษฐานจักระ (The Sacral Chakra)
    ตั้งอยู่ที่ปลายกระดูกสันหลังใต้ก้นกบ
    เป็นศูนย์กลางเกี่ยวกับพลังงานทางเพศและความเชื่อมั่นในตนเอง
    มีหน้าที่กระจายพลังที่ได้รับจากดวงอาทิตย์
    ต่อมที่สัมพันธ์กับจักระนี้คือต่อมสืบพันธุ์ (Gonads Gland)
    สีที่สัมพันธ์คือ สีส้ม มี 6 เส้นแสง อัญมณีที่สัมพันธ์กับจักระที่ 2 คือ
    โกเมนสีส้ม คาร์เนเลี่ยนสีส้มแดง
  3. จักระที่ 3 มณีปุระจักระ (The Solar Plexus Chakra)
    ตั้งอยู่บริเวณสันหลังที่ตรงกับบั้นเอว
    มีความเกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหารทั้งหมด ผลิตโลหิต
    เป็นศูนย์กลางของอารมณ์ดิบ ต่อมที่สัมพันธ์กับจักระนี้คือต่อมหมวกไต
    (Adrenal Gland) สีที่สัมพันธ์คือ สีเหลือง มี 10 เส้นแสง
    อัญมณีที่สัมพันธ์กับจักระที่ 3 คือ บุษราคัม ซิทริน
  4. จักระที่ 4 อนาหตะจักระ (The Heart Chakra)
    ตั้งอยู่กลางกระดูกสันหลังระดับที่ตรงกับหัวใจ เป็นศูนย์รวมของความรัก
    ความเมตตากรุณา ความเสียสละ การพัฒนาจิตใจ ต่อมที่สัมพันธ์กับจักระนี้คือ
    ต่อมไธมัส (Thymus Gland) สีที่สัมพันธ์คือ สีเขียว มี 12 เส้นแสง
    อัญมณีที่สัมพันธ์กับจักระที่ 4 คือ มรกต เพอริโด
  5. จักระที่ 5 วิสุทธิจักระ (The Throat Chakra)
    ตั้งอยู่ตรงกระดูกต้นคอ เป็นจักระที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ หอบหืด
    โรคที่เกี่ยวกับผิวหนัง ต่อมที่สัมพันธ์กับจักระนี้คือ ต่อมไทรอยด์
    (Thyroid Gland) สีที่สัมพันธ์คือ สีน้ำเงิน มี 16 เส้นแสง
    อัญมณีที่สัมพันธ์กับจักระที่ 5 คือ ไพลิน เทอร์ควอยซ์ ลาปิสลาซูลิ
    อะคัวมารีน
  6. จักระที่ 6 อาชณะจักระ (The Third Eye Chakra)
    ตั้งอยู่กลางหน้าผาก เป็นจักระที่เปรียบเหมือนดวงตาของปัญญา
    เป็นจุดกำเนิดของญาณหยั่งรู้ เป็นตาที่ 3
    เป็นพาหนะแห่งญาณวิเศษสำหรับการติดต่อกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เบื้องบน
    ต่อมที่สัมพันธ์กับจักระนี้คือ ต่อมใต้สมอง (Pituitary Gland)
    สีที่สัมพันธ์คือ สีคราม มี 96 เส้นแสง อัญมณีที่สัมพันธ์กับจักระที่ 6 คือ
    อะมีธีสต์สีม่วงคราม โซดาไลต์
  7. จักระที่ 7 สหัสธารจักระ (The Crown Chakra)
    ตั้งอยู่กลางกระหม่อม เปรียบเป็นมงกุฎดอกบัว
    เป็นศูนย์ควบคุมทุกจักระในร่างกาย
    เป็นสถานที่รับพลังแห่งจักรวาลและกระจายไปทั่วร่างกาย
    ต่อมที่สัมพันธ์กับจักระนี้คือ ต่อมเม็ดสน (Pineal Gland) สีที่สัมพันธ์คือ
    สีม่วง มี 972 เส้นแสง อัญมณีที่สัมพันธ์กับจักระที่ 7 คือ อะมีธีสต์

หมายเหตุ
เนื่องจากชื่อของแต่ละจักระเป็นภาษาสันสกฤต
เมื่อนำมาสะกดเป็นภาษาอังกฤษแล้วอ่านเป็นภาษาไทยจึงมีความแตกต่างไปบ้างแล้วแต่ตำรา

หากผู้อ่านไปศึกษาเพิ่มเติมจากหนังสือเล่มอื่นหรือไปเข้ารับการฝึกวิชาพลังจักรวาลหรือพลังกายทิพย์แล้วพบว่าเรียกชื่อจักระผิดเพี้ยนไปบ้าง
ก็ขอให้เข้าใจว่าเป็นชื่อเดียวกัน


จุดประสงค์ของการฝึกพลังจักระ
การฝึกพลังจักระเพื่อ พัฒนาร่างกายและจิตใจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
เพื่อนำมาใช้ชีวิตประจำวัน
การฝึกจักระเป็นการปรับความสมดุลย์ของพลังในแต่ะละฐาน
เมื่อแต่ละฐานหรือศูนย์พลังมีพลังสมดุลย์กัน อวัยวะและต่อมต่าง ๆ
ในร่างกายก็จะสามารถทำงานดีขึ้นมีประสิทธิภาพมากขึ้นและมีภูมิต้านทานโรคดีขึ้นด้วย

ธาตุในจักระทั้ง

1. จักระที่ 1 มูลธารจักระ (The Base Chakra)

  • เป็นฐานของศูนย์พลังงานทั้งหมดในร่างกาย
  • เป็นธาตุดิน
  • เป็นศูนย์พลังสีแดง
  • อยู่ที่ก้นกบ อวัยวะและต่อท่ี่เกี่ยวข้องได้แก่ กระดูกสันหลัง กระดูกทั้งหมด ขา ไตและลำไส้
  • พลังในจักระที่ 1 นี้ทำหน้าที่สร้างภูมิต่อต้านโรคต่าง ๆ ทำให้ร่างกายแข็งแรง มีชีวิตชีวา กระฉับกระเฉง
  • ถ้าฝึกจนเกิดพลังสูงมาก จักระในฐานนี้ก็จะเปิดเองโดยไม่ต้องทำอะไร

2. จักระที่ 2 สวาธิษฐานจักระ (The Sacral Chakra)

  • เป็นศูนย์พลังที่ทำให้เกิด พลังทางเพศ
  • เป็นธาตุน้ำ
  • เป็นพลังสีส้ม
  • อยู่ที่ตรงสะดือ
  • ถ้ามีคุณภาพก็จะทำให้เกิดพลังความเชื่อมั่นในตนเอง
    จะมีความคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่แปลก ควบคุมอารมณ์ตนเองได้ดี พลังนี้ทำให้มี
    ชีวิตชีวาและสามารถล้างพิษในร่างกายได้ด้วย
  • นอกจากนั้นยังทำหน้าที่ควบคุมระบบสืบพันธ์ อวัยวะและต่อมที่เกี่ยวข้อง
    ได้แก่ รังไข่ ลูกอัณฑะ ต่อมลูกหมาก ม้าม มดลูก อวัยวะสืบพันธ์
    กระเพาะปัสสาวะ….
  • จักระที่ 2 นี้ถ้ามีพลังมากจะสามารถรักษาโรคต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอวัยวะที่กล่าวมาแล้วได้ด้วย

3. จักระที่ 3 มณีปุระจักระ (The Solar Plexus Chakra)

  • เป็นศูนย์กลางของร่างกาย
  • เป็นธาตุไฟ
  • เป็นพลังสีเหลือง
  • อยู่ตรงกลางระหว่างหัวใจกับสะดือ
  • อวัยวะ ที่เกี่ยวข้องได้แก่ ระบบประสาทกล้ามเนื้อ ตับ ถุงน้ำดี ต่อมหมวกไต กระเพาะอาหาร
  • ทำหน้าที่ขับถ่ายสิ่งสกปรกออกจากร่างกาย ควบคุมระบบการย่อยอาหาร
  • ถ้ามีพลังมากจะทำให้เป็นคนร่าเริง ตื่นตัวเสมอ สามารถประสบความสำเร็จในสิ่งที่ต้องการ มีความเชื่อมันในตนเอง
  • พลังในฐานนี้ใช้รักษาโรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ลำไส้ ไส้ติ่ง ตับ ม้าม ถุงน้ำดี กระเพาะปัสสาวะ ไต เบาาหวาน

4. จักระที่ 4 อนาหตะจักระ (The Heart Chakra)

  • ศูนย์พลังนี้ทำหน้าที่ควบคุมระบบการไหลเวียนของโลหิต หัวใจ ไขมันในเส้นเลือด
  • เป็นธาตุลม
  • เป็นพลังสีเขียว
  • อยู่ตรงทรวงอก
  • อวัยวะที่เกี่ยวข้องได้แก่ หัวใจ ต่อมไร้ท่อ ปอด แขนและขา
  • ถ้ามีพลังมากจะสามารถรักษาโรคหัวใจและเกี่ยวกับหลอดเลือดได้
  • ถ้ามี คุณภาพจะเป็นผู้ที่มีคุณธรรมสูง มีมนุษยสัมพันย์ดี มีเมตตาจิต
  • พลังในจักระที่ 4 นี้ สามารถรับพลังจักรวาล พลังจากเทพหรือจากวิญญาณชั้นสูงได้ด้วย

5. จักระที่ 5 วิสุทธิจักระ (The Throat Chakra)

  • มีหน้าที่ควบคุมระบบทางเดินหายใจ ผิวหนัง การพูด เสียงและการสื่อความหมาย
  • ธาตุอากาศ
  • เป็นพลังสีฟ้า
  • อยู่ที่ลำคอ
  • อวัยวะและต่อมที่เกี่ยวข้องได้แก่ ต่อมไธรอยด์ พาราไธรอยด์ ปาก คอ
  • ถ้ามีพลังมากจะสามารถใช้รักษาโรคปอด หลอดลม ลำคอ หอบหืด ไอ จมูก ไซนัส ผื่นคัน ผิวหนัง
  • นอกจากนั้นพลังในจักระที่ 5 นี้ถ้ามีคุณภาพมาก
    จะทำให้เป็นคนมีความสามารถในการพูด มีวาทะศิลป์ มีความคิดสร้างสรรค์
    รู้จักมารยาทในสังคม

6. จักระที่ 6 อาชณะจักระ (The Third Eye Chakra)

  • ทำหน้ามี่เปรียบเสมือนเป็นตาที่สาม ควบคุมสติปัญญา ความนึกคิดและระบบประสาท
  • ธาตุแสงสว่าง
  • เป็นพลังสีน้ำเงินแก่
  • อยู่ตรงกลางหน้าผาก
  • อวัยวะและต่อม ที่เกี่ยวข้องได้แก่ ต่อมพิตูอิทารี ต่อมฐานสมองเกี่ยวกับตาข้างซ้าาย หูทั้งสองข้าง จมูก
  • ใช้พลังนี้ติดต่อกับเบื้องบนได้
  • ใช้ทำลายเชื้อโรคบางชนิดได้

7. จักระที่ 7 สหัสธารจักระ (The Crown Chakra)

  • ทำหน้าที่ควบคุมระบบ ประสาททั้งหมดในร่างกาย เป็นศูนย์ควบคุมจักระทั้งหมด
  • ธาตุรู้
  • เป็นพลังสีม่วง
  • อยู่ตรงกลางกระหม่อม
  • จักระนี้สามารถรับพลังจักรวาลแล้วแผ่ไปทั่ว ร่างกายได้ สามารถสื่อติดต่อและสัมผัสกับวิญญาณในภพภูมิต่าง ๆ ได้
  • สามารถรักษาโรคต่าง ๆ อวัยวะและต่อมที่เกี่ยวข้องได้แก่ ต่อมไพนีล ศูนย์รวมระบบประสามตาข้างขวา

ประโยชน์ของการเรียนรู้เกี่ยวกับพลังจักระ

  1. พลังจักระสามารถช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรคภัยได้
  2. พลังจักระสามารถช่วยเสริมสร้างพลังกายทุกส่วนให้แข็งแรง
  3. พลังจักระสามารถใช้รักษาโรคให้ตนเองและผู้อื่นได้
  4. พลังจักระสามารถช่วยเสริมสร้างพลังจิต ให้เกิดจิตใต้สำนึก ที่เป็นกุศลหรือพลังบวก
  5. พลังจักระสามารถช่วยเสริมหรือแผ่ให้แก่ผู้อื่น
    ที่มีร่างกายอ่อนแอกว่าได้ ยิ่งแผ่ให้ผู้อื่นมากก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น
    เพราะเหตุว่าขณะที่แผ่ให้ผู้อื่นนั้น
    ทั้งผู้ให้และผู้รับพลังจะต้องมีจิตที่สงบตั้งมั่น จึงทำใให้เกิดความปีติ
    และความสุข เพราะว่าร่างกายจะหลั่งสารสุขออกมา
    จึงทำให้ทั้งสองฝ่ายมีร่างกายและจิตใจสบายเบิกบานและแข็งแรง

การกระตุ้นจักระอย่างถูกวิธีคือ จะต้องฝึกลมปราณ ทำสมาธิ
และกระตุ้นทีละจักระ
ภายใต้การแนะนำและควบคุมของอาจารย์ที่สำเร็จวิชานี้แล้ว
การฝึกจะต้องทำเป็นขั้นเป็นตอน ให้ร่างกายได้ปรับตัว
เพราะผู้ที่ไม่เคยฝึกลมปราณมาก่อนจักระจะอ่อนแอ
ไม่สามารถรับการกระตุ้นอย่างทันทีได้
ในการฝึกจะใช้เวลาหลายวันกว่าที่จะกระตุ้นได้ครบทุกจักระ
และเมื่อฝึกสำเร็จจักระจะแข็งแรง
เราก็สามารถมาฝึกหรือกระตุ้นจักระโดยวิธีอื่น เช่น การใช้ ควอทซ์ คริสตัล
หินสี อัญมณีต่าง ๆ ได้อย่างปลอดภัย


วิธีฝึกเสริมพลังจักระ

  1. สวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยและตั้งนะโม 3 จบ
  2. นั่งขัดสมาธิ, – นับ 1 พร้อมกับหายใจออกช้า ๆ ให้ลมออกจนหมด – นับ 2
    หายใจเข้าช้า ๆ จนถึงก้นกบ – ทำเช่นนี้และนับไปด้วยจนได้ 100 ครั้ง
    นี่เป็นวิธีการเตรียมความพร้อมทางกายและใจ
  3. ยังนั่งอยู่ในท่าเดิม ละจากการนับ เริ่มกำหนดจิตอยู่ที่ศูนย์ – พลังจักระที่ 7 – พลังสีม่วง ซึ่งอยู่ตรง กลางกระหม่อม….นึกถึงวงล้อที่มีสี “ม่วง” วางอยู่บนกลางกระหม่อม แล้ว
    หมุนวงล้อสีม่วงนี้ด้วยจิต  เริ่มหมุนไปตามเข็มนาฬิกา หมุนไปเรื่อย ๆ
    ในระยะแรก ๆ อาจจะหมุนช้าบ้าง หรือเร็วบ้างไม่ได้ระดับสม่ำเสมอ
    ก็ไม่ต้องกังวลเพราะว่าในระยะแรก ๆ
    จิตยังมีอารมณ์ฟุ้งซ่านบ้างเป็นธรรมดาสำหรับผู้ฝึกใหม่….เมื่อจิตมีสมาธิ
    ตั้งมั่นขึ้น ก็จะเห็นว่า “ล้อสีม่วง” เริ่มหมุนด้วยความเร็วช้าาลงและสม่ำเสมอ….ในที่สุดจะเห็นล้อสีม่วงชัดเจนขึ้น
  4. เมื่อเห็นล้อสีม่วงชัดเจนขึ้นมาก ก็ไม่ต้องตกใจหรือตื่นเต้น
    เพราะว่านั่นเป็นเพียงภาพนิมิตที่ปรากฏให้สติ
    ตามระลึกรู้แล้วก็ดับไปเท่านั้น เป็นสภาพธรรมที่ปรากฏตามความเป็นจริงทาง
    จิตขณะนั้น….ถ้าไม่มีอะไรปรากฏก็ไม่เป็นไร…เพราะเหตุว่า “ธรรมะทั้งหลายเป็นอนัตตา” ไม่
    ใช่ตัวตน สัตว์ บุคคล
    บังคับบัญชาไม่ได้….ธรรมะทั้งหลายเกิดขึ้นเพราะมีเหตุปัจจัย…ดังนั้น
    เพียรฝึกต่อไป คือทำเหตุให้ถึงพร้อม….สักวันก็จะเกิดผลเอง
  5. เมื่อศูนย์พลังจักระที่ 7 นี้มีพลังในระดับสูงมาก
    คือหมายถึงจิตมีความสงบตั้งมั่นแน่วแน่…จิตจะ สามารถสัมผัสกับเทพ
    เทวดาหรือวิญญาณในภพภูมิต่าง ๆ ได้ แต่ก็ไม่ต้องตกใจกลัว
    ให้ตามระลึกรู้สิ่งที่ปรากฏทางจิตขณะนั้น ว่าเป็นเพียงสภาวะธรรมหรือภาพนิมิตเท่านั้น. สิ่งที่ปรากฏหรือสิ่งที่สัมผัสไม่มีอำนาจหรืออิทธิพลต่อท่าน…เขามาปรากฏเพราะ
    ว่า ขณะนั้นจิตของท่านมีพลังหรือมีกระแสจิตที่อยู่ในระดับเดียวกันกับเขา
    จึงสื่อติดต่อและสัมผัสกันได้….มันดูเหมือนง่ายมากเลยนะ…แต่จริง ๆ
    แล้วไม่ง่ายหรอกจ๊ะ….ต้องใช้ความเพียรและขันติอย่างมากทีเดียว
    และต้องฝึกอย่างต่อเนื่อง ไม่จำเป็นต้องทำอย่างหักโหม ทำวันละครึ่ง 20-30
    นาที ทุกวันสำหรับระยะแรก ๆ “ทุกอย่างสำเร็จด้วยความเพียร”
  6. เคล็ดลับในฝึกเสริมพลังจักระ การที่จะมีจิตสงบได้นั้น…ต้องสงบจากกิเลสทั้งปวงในขณะนั้น
    จึงจะเป็นสมาธิที่ตั้งมั่นได้…และจะต้องเป็นผู้ที่มีปรกตินิสัย
    เป็นผู้มีจิต “เมตตา”
    คือมีความเป็นมิตร ไมตรีกับทุกคนไม่เลือกชาติ ชั้น วรรณะ
    เป็นผู้ชอบช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น ปรารถนาให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์สุข
    โดยไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ รักผู้อื่นเสมอเหมือนรักตน….เป็นผู้มี “เมตตาพรหมวิหาร” เป็น
    เครื่องอยู่ของจิต….แล้วการฝึกพลังจักระจึงจะสำเร็จดังปรารถนา….ท่านก็
    จะสามารถสื่่อติดต่อกับโลกทิพย์ได้อย่างอัศจรรย์สำหรับการฝึกจักระศูนย์พลัง
    ที่ 6,ที่ 5,ที่ 4, ที่ 3, ที่ 2 และที่ 1 (จักระฐาน)…..ก็ฝึกวิธีเดียวกัน
  7. เริ่มในลักษณะเหมือนกันคือ กำหนดจิตอยู่ที่ฐานนั้น ๆ  แล้วนึกถึงวงล้อสีของพลังในฐานนั้นด้วย…..จากนั้นก็หมุนตามเข็มนาฬิกา จนเกิดสมาธิตั้งมั่นแน่วแน่ จนเกิดภาพนิมิตเห็นวงล้อสีของฐานนั้นชัดขึ้น ๆ ตามลำดับของพลัง……ให้ฝึกจนครบทุกจักระ โดยเริ่มจากจักระฐานที่กระหม่อมก่อน…..แล้วเลื่อนลงไปจักระที่ 2 และจักระที่ 3 ลงไปจนครบทุกจักระ. เมื่อครบทุกจักระแล้ว
    ให้เริ่มจากจักระที่ 1 (จักระฐาน)
    ซึ่งเป็นฐานพลังสีแดง….กำหนดจิตที่วงล้อสีแดงอยู่ตรงก้นกบ….แล้วหมุนจน
    เกิดสมาธิตั้งมั่น…..จากนั้นก็เลื่อนไปจักระที่
    2…..เลื่อนไปเรื่อยจนถึงจักระที่ 7 (ฐานกระหม่อม)
    เป็นอันว่าครบวงจรของการสร้างพลังจักระ

การฝึกเสริมพลังจักระนี้ เป็นการเสริมและปรับพลังให้สมดุลกัน
ด้วยการหมุนวงล้อให้ครบทุกจักระหรือทุกฐานพลัง จักระแต่ละฐานจะมีพลัง
ไม่เท่ากัน เพราะว่าพลังแต่ละสีมีอิทธิพลต่างกัน เมื่อหมุนไปเรื่อย ๆ
พอฐานใดมีพลังมากพอแล้ว วงล้อเขาจะหยุดหมุนเอง
นี่ก็คือความพิเศษอย่างหนึ่งของจักระ ถ้าไม่เกิดนิมิตอะไรก็ไม่ต้อง ท้อแท้
เพียรพยายามให้สม่ำเสมอ จะเกิดผลเอง เมื่อเหตุปัจจัยพร้อมแล้ว
ที่มา: http://www.stonelover.com, http://www.luangputo.com, http://palungjit.org

Related Posts

Leave a Reply

© 2026 Ninenovel - Theme by WPEnjoy

Discover more from Ninenovel TV Drama Series

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading