การอ่านในใจ เป็นการอ่านเพื่อเก็บใจความสำคัญและทำความเข้าใจ เป็นการอ่านเพื่อแสวงหาความรู้ความบันเทิงให้แก่ตนเอง ผู้อ่านต้องมีความรู้เกี่ยวกับคำศัพท์และ
สามารถเข้าใจเรื่องราวที่อ่านได้โดยตลอด
หลักทั่วไปของการอ่านในใจ
การอ่านได้เร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับคุณสมบัติบางประการของผู้อ่าน ดังนี้
- วงศัพท์ ถ้าผู้อ่านรู้ศัพท์มาก คือรู้ความหมายที่แท้จริงของถ้อยคำ สำนวน ในบทอ่านก็จะสามารถเข้าใจเรื่องที่อ่านได้ดีและรวดเร็ว ถ้ารู้ศัพท์น้อยก็ไม่อาจจับใจความของเรื่องที่อ่าน เป็นการอ่านที่เสียเวลา และอาจนำไปสื่อสารต่อไปอย่างผิดๆ
- ช่วงสายตา การอ่านที่ดีควรอ่านเป็นกลุ่มไม่ใช่อ่านทีละคำ ยิ่งผู้อ่านมีช่วงสายตายาว คืออ่านได้ทีละกลุ่มใหญ่ และเลื่อนช่วงสายตาไปข้างหน้าได้เร็วเพียงใดก็สามารถอ่านได้เร็วเพียงนั้น กลุ่มคำที่ขีดคั่นต่อไปนี้เป็นกลุ่มคำที่ควรทอดสายตาแต่ละช่วง งานที่สนุกที่หนึ่ง / ในวัดเบญจมฯ / คืองานออกร้าน / ในวัดนี้
- การเคลื่อนไหวริมฝีปาก ตามธรรมดาการอ่านในใจย่อมอ่านได้เร็วกว่า การอ่านออกเสียง เพราะการอ่านออกเสียงต้องอ่านทีละคำ ถึงแม้จะเป็นการอ่านในใจ ถ้าต้องทำปากขมุบขมิบริมฝีปากตามไปด้วยก็ทำให้เสียเวลาไล่เลี่ยกับการอ่านออกเสียง การอ่านในใจที่ถูกต้องจึงไม่ควรเคลื่อนไหวริมฝีปากในขณะอ่าน
- ระยะสายตา การอ่านหนังสือที่พอเหมาะแก่ระยะสายตา จะช่วยให้เห็นชัดและสบายตา คือระยะ 15 นิ้ว การอ่านหนังสือที่อยู่ห่างจากตามากหรือน้อยกว่าระยะนี้จะอ่านได้ไม่ชัดและเป็นอันตรายต่อสายตา
- ความมุ่งหมาย การอ่านจะได้ผลดีที่สุดต่อเมื่อผู้อ่านมีความต้องการรู้เรื่องในข้อความที่อ่าน ผู้อ่านจะสามารถจับใจความสำคัญได้ดีและเร็ว ถ้าความมุ่งประสงค์ของผู้อ่านและผู้เขียนตรงกัน กล่าวคือผู้อ่านใคร่รู้เรื่องที่ผู้เขียนต้องการสื่อสารแก่ผู้อ่าน ในการอ่านแต่ละครั้งควรตั้งจุดมุ่งหมายในการอ่านให้ชัดเจนว่าต้องการรู้เรื่องอะไร โดยพยายามตั้งคำถามจากชื่อบทหรือหัวข้อที่อ่านแล้วหาคำตอบจากบทอ่านนั้น
วิธีการอ่านในใจ
1. การอ่านในใจอาจแบ่งตามความมุ่งหมายได้ 2 วิธี คือ อ่านอย่างเร็วและอ่านอย่างละเอียด
- อ่านอย่างเร็ว การอ่านอย่างเร็วเป็นการอ่านผ่านๆไปอย่างรวบรัด อาจข้ามตอนใดตอนหนึ่งหรือใจความส่วนใหญ่ใช้ในกรณีที่เรื่องนั้นๆคุ้นและเป็นที่น่าสนใจ หรือ รู้สึกสนุกสำหรับผู้อ่าน ถึงแม้จะมีคำบางคำที่เป็นคำแปลกใหม่ไม่รู้จักมาก่อนก็อาจข้ามไปได้ บางทีผู้อ่านไม่ได้สังเกตเห็นด้วยซ้ำไปการอ่านอย่างเร็วใช้ในการอ่านข้อความประเภทนวนิยาย เรื่องสั้น บทความ ชื่อเฉพาะที่คุ้นเคย เช่นชื่อห้าร้าน ชื่อสินค้า พาดหัวหนังสือพิมพ์ การค้นหาคำ หรือข้อความอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นต้น โดยทั่วไปการอ่านอย่างเร็วอาจทำได้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายๆอย่างพร้อมกัน ตามหัวข้อต่อไปนี้ ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ในการอ่าน
- อ่านเฉพาะหัวข้อเรื่อง หัวข้อเรื่องมักพิมพ์ด้วยตัวหนา
- พิจารณาใจความสำคัญของแต่ละย่อหน้า ใจความสำคัญมักปรากฏอยู่ใน ประโยคตอนต้น หรือตอนท้ายของย่อหน้า
- หาชื่อ สถานที่ วันที่ คำจำกัดความ กฎเกณฑ์ หรือข้อคิดที่สำคัญ
- อ่านอักษรตัวหนา ตัวเอน และเครื่องหมายอื่นๆที่แสดงความคิดที่สำคัญ
- พิจารณาโครงเรื่องหรือองค์ประกอบของข้อความ เพื่อหาใจความสรุป ระหว่างความคิดเห็น ข้อเท็จจริง และกฎเกณฑ์ต่างๆ การอ่านอย่างเร็วมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ควบคู่ไปกับการอ่านอย่างละเอียด คือก่อนลงมืออ่านข้อความอย่างละเอียดควรได้อ่านอย่างเร็วมาล่วงหน้าแล้ว และเมื่ออ่าน อย่างละเอียดแล้วก็กลับมาอ่านอย่างเร็วอีกครั้งหนึ่ง
2. การอ่านอย่างละเอียด
การอ่านอย่างละเอียดคือ การอ่านอย่างพินิจพิเคราะห์ เพื่อให้เข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างที่อ่าน ขณะที่อ่านอย่างละเอียดควรหยุดตั้งคำถามไปด้วยว่าได้อะไรบ้างจากการอ่าน อาจบันทึกถ้อยคำหรือหัวข้อสำคัญไว้ด้วย เมื่ออ่านจบแต่ละบทให้ นึกย้อนกลับไปใหม่ว่าจะจัดลำดับความสำคัญและข้อเท็จจริงที่ได้จากการอ่านอย่างไร
การจับใจความสำคัญ
ข้อความหนึ่งย่อหน้าจะมีใจความสำคัญเพียงประการเดียว ใจความสำคัญนี้ปรากฏอยู่ในประโยคใดประโยคหนึ่ง ซึ่งเรียกว่าประโยคใจความสำคัญ ส่วนข้อความประโยคอื่นๆเป็นเพียงพลความ คือทำหน้าที่ประกอบประโยคใจความสำคัญนั้นๆ เพราะฉะนั้นข้อความหนึ่งย่อหน้าประกอบไปด้วยใจความสำคัญ 1 ประโยค และประโยค ประกอบซึ่งอาจมีได้หลายประโยค สุดแต่ผู้เขียนจะขยายความมากหรือน้อย ข้อความหนึ่ง ย่อหน้าจำต้องมีใจความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คือประโยคอื่นๆ ที่ประกอบหรือขยาย ประโยคใจความสำคัญต้องมีใจความอย่างเดียวกันกับใจความสำคัญ และทำหน้าที่เสริม
ใจความประโยคใจความสำคัญให้แจ่มแจ้ง ประโยคหนึ่งประโยคใดที่มีใจความคนละอย่างกับประโยคใจความสำคัญจะรวมอยู่ในย่อหน้านั้นๆ ไม่ได้ต้องตัดทิ้งไปหรือไม่ก็แยกออกไปเป็นย่อหน้าใหม่
ประโยคประกอบแต่ละประโยคอาจมีประโยคประกอบย่อยได้อีก และอาจมีจำนวนประโยคประกอบย่อยมากน้อยสุดแต่ใจความ
การอ่านตีความ
โดยทั่วไปการอ่านมีจุดประสงค์ เพื่อทำความเข้าใจหรือที่เรียกว่ารู้เรื่องหรือรู้เนื้อหาที่อ่านแล้วจับใจความให้ได้ว่าข้อความนั้นๆ มีใจความสำคัญประการใด ส่วนใดเป็นใจความประกอบหรือพลความ ต่อจากนั้นอาจพิจารณาถึงข้อเท็จจริงหรือความรู้และความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน อย่างไรก็ดีในการอ่านระดับที่สูงขึ้น ควรจะได้พิจารณาถึงจุดประสงค์ หรือเจตนาของข้อความว่าต้องการสื่อถึงอ่านในลักษณะใด อาจเพื่อบอกเล่า ให้ความรู้ชี้แนะ ตักเตือน สั่งสอน ติเตียน หรือประชดประชัน นอกจากข้อความที่อ่านจะแสดงจุดประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่งแล้วยังแฝงน้ำเสียงของผู้เขียนว่ามีความรู้สึกอย่างไร เช่นเห็นใจ ชื่นชอบ รังเกียจ เสียดสีหรือยั่วเย้า
การอ่านที่มีประสิทธิภาพจึงไม่ใช่เพียงอ่านรู้เรื่องหรือจับใจความสำคัญได้ จำต้องพิจารณาให้เห็นลักษณะคุณค่าของเรื่องที่อ่านในด้านต่างๆตามที่กล่าวมาแล้ว จึงจะได้ประโยชน์จากการอ่านอย่างสมบูรณ์