บทเรียนที่ 3: วิวิธภาษา เรื่อง เพื่อนกัน มัธยม 1

การอ่านในใจ เป็นการอ่านเพื่อเก็บใจความสำคัญและทำความเข้าใจ   เป็นการอ่านเพื่อแสวงหาความรู้ความบันเทิงให้แก่ตนเอง  ผู้อ่านต้องมีความรู้เกี่ยวกับคำศัพท์และ
สามารถเข้าใจเรื่องราวที่อ่านได้โดยตลอด

หลักทั่วไปของการอ่านในใจ
การอ่านได้เร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับคุณสมบัติบางประการของผู้อ่าน  ดังนี้

  1. วงศัพท์  ถ้าผู้อ่านรู้ศัพท์มาก  คือรู้ความหมายที่แท้จริงของถ้อยคำ  สำนวน ในบทอ่านก็จะสามารถเข้าใจเรื่องที่อ่านได้ดีและรวดเร็ว  ถ้ารู้ศัพท์น้อยก็ไม่อาจจับใจความของเรื่องที่อ่าน  เป็นการอ่านที่เสียเวลา  และอาจนำไปสื่อสารต่อไปอย่างผิดๆ
  2. ช่วงสายตา   การอ่านที่ดีควรอ่านเป็นกลุ่มไม่ใช่อ่านทีละคำ  ยิ่งผู้อ่านมีช่วงสายตายาว  คืออ่านได้ทีละกลุ่มใหญ่  และเลื่อนช่วงสายตาไปข้างหน้าได้เร็วเพียงใดก็สามารถอ่านได้เร็วเพียงนั้น   กลุ่มคำที่ขีดคั่นต่อไปนี้เป็นกลุ่มคำที่ควรทอดสายตาแต่ละช่วง  งานที่สนุกที่หนึ่ง / ในวัดเบญจมฯ / คืองานออกร้าน / ในวัดนี้
  3. การเคลื่อนไหวริมฝีปาก   ตามธรรมดาการอ่านในใจย่อมอ่านได้เร็วกว่า การอ่านออกเสียง  เพราะการอ่านออกเสียงต้องอ่านทีละคำ  ถึงแม้จะเป็นการอ่านในใจ  ถ้าต้องทำปากขมุบขมิบริมฝีปากตามไปด้วยก็ทำให้เสียเวลาไล่เลี่ยกับการอ่านออกเสียง   การอ่านในใจที่ถูกต้องจึงไม่ควรเคลื่อนไหวริมฝีปากในขณะอ่าน
  4. ระยะสายตา   การอ่านหนังสือที่พอเหมาะแก่ระยะสายตา  จะช่วยให้เห็นชัดและสบายตา  คือระยะ  15  นิ้ว  การอ่านหนังสือที่อยู่ห่างจากตามากหรือน้อยกว่าระยะนี้จะอ่านได้ไม่ชัดและเป็นอันตรายต่อสายตา
  5. ความมุ่งหมาย   การอ่านจะได้ผลดีที่สุดต่อเมื่อผู้อ่านมีความต้องการรู้เรื่องในข้อความที่อ่าน  ผู้อ่านจะสามารถจับใจความสำคัญได้ดีและเร็ว   ถ้าความมุ่งประสงค์ของผู้อ่านและผู้เขียนตรงกัน  กล่าวคือผู้อ่านใคร่รู้เรื่องที่ผู้เขียนต้องการสื่อสารแก่ผู้อ่าน ในการอ่านแต่ละครั้งควรตั้งจุดมุ่งหมายในการอ่านให้ชัดเจนว่าต้องการรู้เรื่องอะไร  โดยพยายามตั้งคำถามจากชื่อบทหรือหัวข้อที่อ่านแล้วหาคำตอบจากบทอ่านนั้น

วิธีการอ่านในใจ 
1. การอ่านในใจอาจแบ่งตามความมุ่งหมายได้  2  วิธี  คือ  อ่านอย่างเร็วและอ่านอย่างละเอียด

  1. อ่านอย่างเร็ว  การอ่านอย่างเร็วเป็นการอ่านผ่านๆไปอย่างรวบรัด   อาจข้ามตอนใดตอนหนึ่งหรือใจความส่วนใหญ่ใช้ในกรณีที่เรื่องนั้นๆคุ้นและเป็นที่น่าสนใจ  หรือ รู้สึกสนุกสำหรับผู้อ่าน   ถึงแม้จะมีคำบางคำที่เป็นคำแปลกใหม่ไม่รู้จักมาก่อนก็อาจข้ามไปได้  บางทีผู้อ่านไม่ได้สังเกตเห็นด้วยซ้ำไปการอ่านอย่างเร็วใช้ในการอ่านข้อความประเภทนวนิยาย  เรื่องสั้น  บทความ ชื่อเฉพาะที่คุ้นเคย  เช่นชื่อห้าร้าน  ชื่อสินค้า  พาดหัวหนังสือพิมพ์  การค้นหาคำ  หรือข้อความอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นต้น โดยทั่วไปการอ่านอย่างเร็วอาจทำได้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายๆอย่างพร้อมกัน ตามหัวข้อต่อไปนี้  ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ในการอ่าน
  2. อ่านเฉพาะหัวข้อเรื่อง  หัวข้อเรื่องมักพิมพ์ด้วยตัวหนา
  3. พิจารณาใจความสำคัญของแต่ละย่อหน้า  ใจความสำคัญมักปรากฏอยู่ใน ประโยคตอนต้น  หรือตอนท้ายของย่อหน้า 
  4. หาชื่อ  สถานที่  วันที่  คำจำกัดความ  กฎเกณฑ์  หรือข้อคิดที่สำคัญ
  5. อ่านอักษรตัวหนา  ตัวเอน  และเครื่องหมายอื่นๆที่แสดงความคิดที่สำคัญ
  6. พิจารณาโครงเรื่องหรือองค์ประกอบของข้อความ  เพื่อหาใจความสรุป ระหว่างความคิดเห็น  ข้อเท็จจริง  และกฎเกณฑ์ต่างๆ การอ่านอย่างเร็วมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ควบคู่ไปกับการอ่านอย่างละเอียด คือก่อนลงมืออ่านข้อความอย่างละเอียดควรได้อ่านอย่างเร็วมาล่วงหน้าแล้ว  และเมื่ออ่าน อย่างละเอียดแล้วก็กลับมาอ่านอย่างเร็วอีกครั้งหนึ่ง 

2. การอ่านอย่างละเอียด
การอ่านอย่างละเอียดคือ  การอ่านอย่างพินิจพิเคราะห์ เพื่อให้เข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างที่อ่าน   ขณะที่อ่านอย่างละเอียดควรหยุดตั้งคำถามไปด้วยว่าได้อะไรบ้างจากการอ่าน  อาจบันทึกถ้อยคำหรือหัวข้อสำคัญไว้ด้วย เมื่ออ่านจบแต่ละบทให้ นึกย้อนกลับไปใหม่ว่าจะจัดลำดับความสำคัญและข้อเท็จจริงที่ได้จากการอ่านอย่างไร

การจับใจความสำคัญ  
ข้อความหนึ่งย่อหน้าจะมีใจความสำคัญเพียงประการเดียว  ใจความสำคัญนี้ปรากฏอยู่ในประโยคใดประโยคหนึ่ง  ซึ่งเรียกว่าประโยคใจความสำคัญ  ส่วนข้อความประโยคอื่นๆเป็นเพียงพลความ   คือทำหน้าที่ประกอบประโยคใจความสำคัญนั้นๆ  เพราะฉะนั้นข้อความหนึ่งย่อหน้าประกอบไปด้วยใจความสำคัญ 1  ประโยค และประโยค ประกอบซึ่งอาจมีได้หลายประโยค สุดแต่ผู้เขียนจะขยายความมากหรือน้อย  ข้อความหนึ่ง ย่อหน้าจำต้องมีใจความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  คือประโยคอื่นๆ  ที่ประกอบหรือขยาย ประโยคใจความสำคัญต้องมีใจความอย่างเดียวกันกับใจความสำคัญ  และทำหน้าที่เสริม
ใจความประโยคใจความสำคัญให้แจ่มแจ้ง  ประโยคหนึ่งประโยคใดที่มีใจความคนละอย่างกับประโยคใจความสำคัญจะรวมอยู่ในย่อหน้านั้นๆ  ไม่ได้ต้องตัดทิ้งไปหรือไม่ก็แยกออกไปเป็นย่อหน้าใหม่
ประโยคประกอบแต่ละประโยคอาจมีประโยคประกอบย่อยได้อีก  และอาจมีจำนวนประโยคประกอบย่อยมากน้อยสุดแต่ใจความ

การอ่านตีความ   
โดยทั่วไปการอ่านมีจุดประสงค์  เพื่อทำความเข้าใจหรือที่เรียกว่ารู้เรื่องหรือรู้เนื้อหาที่อ่านแล้วจับใจความให้ได้ว่าข้อความนั้นๆ  มีใจความสำคัญประการใด  ส่วนใดเป็นใจความประกอบหรือพลความ  ต่อจากนั้นอาจพิจารณาถึงข้อเท็จจริงหรือความรู้และความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน  อย่างไรก็ดีในการอ่านระดับที่สูงขึ้น  ควรจะได้พิจารณาถึงจุดประสงค์  หรือเจตนาของข้อความว่าต้องการสื่อถึงอ่านในลักษณะใด  อาจเพื่อบอกเล่า  ให้ความรู้ชี้แนะ  ตักเตือน  สั่งสอน  ติเตียน หรือประชดประชัน  นอกจากข้อความที่อ่านจะแสดงจุดประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่งแล้วยังแฝงน้ำเสียงของผู้เขียนว่ามีความรู้สึกอย่างไร  เช่นเห็นใจ  ชื่นชอบ  รังเกียจ  เสียดสีหรือยั่วเย้า

การอ่านที่มีประสิทธิภาพจึงไม่ใช่เพียงอ่านรู้เรื่องหรือจับใจความสำคัญได้  จำต้องพิจารณาให้เห็นลักษณะคุณค่าของเรื่องที่อ่านในด้านต่างๆตามที่กล่าวมาแล้ว  จึงจะได้ประโยชน์จากการอ่านอย่างสมบูรณ์

Related Posts

Leave a Reply

© 2026 Ninenovel - Theme by WPEnjoy

Discover more from Ninenovel TV Drama Series

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading