สังเวชนียสถาน (-นียะสะถาน) หมายถึง สถานที่ทางพระพุทธศาสนาอันเป็นที่ตั้งแห่งความสลดสังเวช มี ทั้งหมด 4 แห่ง คือ
- สถานที่ที่พระพุทธเจ้าประสูติ ได้แก่ สวนลุมพินี ปัจจุบันได้แก่ รุมมินเด ในประเทศเนปาล
- สถานที่ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ คือ ที่ควงพระศรีมหาโพธิ ปัจจุบันได้แก่ พุทธคยา ประเทศอินเดีย
- สถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา คือ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี ปัจจุบันได้แก่ สารนาถ ประเทศอินเดีย
- สถานที่ที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน คือ ป่าสาลวัน เมืองกุสินารา ปัจจุบันได้แก่ เมืองกาเซีย ประเทศอินเดีย.
สังเวชนียสถานแห่งที่ 1 – สถานที่ประสูติพระรูปกายของพระสิทธัตถโคตมพระพุทธเจ้า แห่งศากยวงศ์
สถานที่ประสูติแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานั้น ปัจจุบันนี้อยู่ในเขตประเทศเนปาล ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือของประเทศอินเดีย และสถานที่ประสูตินี้ตั้งอยู่ห่างจากชายแดนอินเดีย-เนปาลประมาณ 32 กิโลเมตร ปัจจุบันสังเวชนียสถานแห่งนี้ ภาษาทางราชการเรียกว่า “รุมมินเด” แต่ชาวบ้านทั่วไปก็ยังเรียกว่า “ลุมพินี”
สวนลุมพินี เป็นสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า สมัยพุทธกาล อยู่ในแดนชมพูทวีปหรือประเทศอินเดีย บริเวณฝั่งแม่น้ำโรหิณี เขตแคว้นศากยะ เป็นบริเวณกึ่งกลางระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์เมืองหลวงของพระเจ้าสุท -โธทนะ กับกรุงเทวทหะ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของพระเจ้าชนาธิป
คราวเมื่อพระเจ้าสุทโธทนะครองนครกบิลพัสดุ์ มีพระอัครมเหสีนามว่า พระนางสิริมหามายา ต่อมาพระเทวีทรงพระครรภ์ เมื่อพระนางมีครรภ์แก่จวนครบ 10 เดือน ณ วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 พระนางสิริมหามายาเสด็จออกจากกรุงกบิลพัสดุ์เพื่อไปมีพระประสูติกาลที่กรุงเทวทหะ เมืองหลวงของพระราชบิดาของพระนาง ตามขนบธรรมเนียมของคนที่อยู่บริเวณดินแดนแห่งนี้สมัยนั้นซึ่งถือปฏิบัติกันมา ฝ่ายหญิงจะต้องเดินทางไปคลอดบุตรที่บ้านมารดาบิดาของตนเอง เมื่อขบวนยาตราไปได้ประมาณ 20 กิโลเมตร จากเมืองกบิลพัสดุ์ถึงป่าลุมพินีซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์กับกรุงเทวทหะต่อกัน ขบวนก็ได้แวะพัก ณ ป่าลุมพินี แห่งนี้ ในขณะที่พักอยู่นั่นเอง พระนางก็ประชวรพระครรภ์จะประสูติบรรดาผู้เกี่ยวข้องเห็นว่าจะไปยังกรุงเทวทหะตามความประสงค์เดิมคงไม่ทันการเสียแล้ว จึงพร้อมใจกันจัดที่ประสูติถวายอย่างกะทันหันที่ใต้ร่มไม้สาละต้นหนึ่ง ซึ่งพระนางก็ประทับยืนยื่นพระหัตถ์เบื้องขวาเหนี่ยวกิ่งต้นไม้สาละไว้และแล้วก็ประสูติพระโอรสอย่างง่ายดาย
ตำนานกล่าวไว้ว่าพระนางมิได้ทรงเจ็บปวด คลอดพระโอรสสะดวกเหมือนเทน้ำจากกระบอกฉะนั้น พระโอรสก็มิได้แปดเปื้อนด้วยมลทินแม้แต่น้อย ฝ่ายพระราชกุมาร พอพ้นจากพระครรภ์พระมารดาแล้วก็ประทับยืนและทรงย่างพระบาทไปได้ 7 ก้าว ได้เปล่งพระวาจาบุพพนิมิตแห่งพระโพธิญาณว่า “เราเป็นผู้เลิศในโลก เราจักเป็นใหญ่และประเสริฐที่สุดในโลก การเกิดของเราครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย การเกิด ต่อไปคงไม่มีอีกแล้ว” พระราชกุมารทรงอุบัติในท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงาม พอประสูติได้เพียง 7 วันเท่านั้น พระมารดาก็ทิวงคต พระเจ้าสุทโธทนะพระบิดาก็ได้มอบการเลี้ยงดูพระราชกุมารให้แก่พระนางปชาบดีโคตรมี ซึ่งเป็นพระน้านาง และนางเป็นพระมเหสีองค์ที่สองของพระเจ้าสุทโธทนะ บริเวณที่ใกล้ลุมพินีวัน มีสถานที่สำคัญที่น่าศึกษาอยู่คือ ภูเขาหิมาลัย ซึ่งแบ่งเป็น 2 ด้านคือ มหาวัน 1 จุลวัน 1
มหาวัน คือ ภูเขาที่หนาทึบไปด้วยต้นไม้นานาชนิด มีน้ำแข็งหรือหิมะปกคลุมอยู่ตลอดปี ซึ่งอยู่เหนือระดับน้ำทะเล 20,000 ฟุตขึ้นไป
จุลวัน คือ ภูเขาเล็กๆ ที่มากไปด้วยต้นไม้นานาชนิด อยู่เหนือระดับน้ำทะเล 12,000 – 15,000 ฟุต แต่ลุมพินีวัน ซึ่งเป็นสถานที่ประสูตินั้น มิได้อยู่ในเขตมหาวันและจุลวันซึ่งอยู่บริเวณที่ราบลุ่ม
ถาวรวัตถุศักดิ์สิทธิ์บริเวณลุมพินี
- เสาหินพระเจ้าอโศก – ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างสถานที่ซึ่งเคยเป็นกรุงกบิลพัสดุ์ กับกรุงเทวทหะเดิม โดยห่างจากกบิลพัสดุ์ประมาณ 19 กิโลเมตร และห่างจากเทวทหะประมาณ 20 กิโลเมตร ในอดีตหลังจากสมัยพระเจ้าอโศกแล้ว เสานี้จมอยู่ใต้ดิน ปรากฏให้เห็นเพียงส่วนปลายเสาเท่านั้น ในตอนแรกคาดว่าจะมีผู้พบเห็นแต่ไม่รู้ว่าเป็นเสาศิลาของพระเจ้าอโศก จึงจารึกอักษรเป็นภาษาทิเบต น่าจะเป็นพวกคนเลี้ยงสัตว์ประจำหมู่บ้านบริเวณนั้นขีดเขียนเล่นตามประสา และสันนิษฐานได้ต่อไปว่า บริเวณนี้ยุคหลังจากพระเจ้าอโศก คงจะเป็นถิ่นที่ชาวทิเบตอาศัยอยู่มาก หรืออาจจะเป็นพวกชาวพุทธทิเบตเดินทางมาแสวงบุญจารึกไว้ก็เป็นได้ ปัจจุบันอักษรทิเบตที่จารึกไว้ยังปรากฏให้เห็นอยู่ห่างจากยอดเสาประมาณ 2 เมตร
- วิหารมายาเทวี – สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่พระนางสิริมหามายา ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้าง สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นประมาณ พ.ศ. 241 หรือในยุคเดียวกันกับที่พระเจ้าอโศกทรงสร้างเสาศิลานั่นเอง วิหารนี้สร้างยกพื้นสูงจากพื้นดินประมาณ 3 เมตร มีบันไดขึ้นลง 2 ด้าน ตั้งอยู่ใกล้เสาศิลาของพระเจ้าอโศก ตัววิหารเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า บริเวณพื้นที่ภายในวิหารมีสถานที่สำหรับบูชา จุคนได้ครั้งละประมาณ 7-8 คน
- ภาพหินแกะสลักพระนางสิริมหามายา – กำเนิดของภาพหินแกะสลักพระนางสิริมหามายาประสูติพระโอรส ซึ่งกษัตริย์มัลละแห่งราชวงศ์นาคะ ได้โปรดให้สร้างภาพหินแกะสลักพระนางสิริมหามายาประสูติพระราชโอรสขึ้นไว้เป็นพุทธบูชา เมื่อประมาณ พ.ศ. 1700-2100 ท่าน พี.ซี. มุเขอร์จี ได้ค้นพบในปี ค.ศ. 1899 ลักษณะของภาพหินแกะสลักตรงตามข้อความที่ปรากฏในคัมภีร์มธุรัตถวิลาสินีทุกประการ คือเป็นรูปของพระสิริมหามายาทรงใช้พระหัตถ์เบื้องขวาจับกิ่งต้นไม้ ขณะที่ประสูติพระราชโอรสพระกุมารซึ่งประสูติออกมาประทับยืนตรง มีดอกบัวบานรองรับพระบาท และรอบๆพระเศียรมีรัศมีปรากฏอยู่มีรูปเทวดาหลั่งด้วยภาชนะ และมีรูปเทวดากำลังโปรยดอกไม้
- สระสรงสนานพระวรกาย – อยู่ห่างจากวิหารมายาเทวีมาทางด้านขวามือ ตามตำนานเดิมบอกว่าเป็นวงกลมรี แต่ปัจจุบันมีสัณฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีขนาดกว้างยาวประมาณ 30 x 30 เมตร
สังเวชนียสถานแห่งที่ 2 – สถานที่ตรัสรู้ พุทธคยา(Bodhgaya) ประเทศอินเดีย
ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เดิมทีเป็นบริเวณหมู่บ้านอุรุเวลาซึ่งปัจจุบันได้เพี้ยนมาเป็นอุเรล อยู่ห่างจากสถานีรถไฟเมืองคยา ประมาณ 10 กิโลเมตร เราสามารถเดินทางโดยรถไฟจากปัตนะถึงคยาระยะทาง 110 กิโลเมตร ถ้าเป็นทางรถยนต์ก็ประมาณ 185 กิโลเมตร โดยผ่านทางเมืองราชคฤห์
ประวัติและที่มาของ พุทธคยา ถือกันว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของชาวพุทธทั่วโลก เพราะเป็นสถานที่ที่เจ้าชายสิทธัตถะได้ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่นี่ เป็นเวลา 2,500 ปีมาแล้ว สถานที่นี้ได้กลายเป็นศูนย์รวมของการจาริกแสวงบุญจากผู้มีจิตศรัทธาทั่วโลกและจัดเป็นสังเวชนีย-สถานแห่งที่ 2 ใน 4 แห่ง
มีสถานที่สำคัญภายในพุทธคยา คือ
- ต้นพระศรีมหาโพธิ์ – ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นปัจจุบันนี้สืบทอดมาจากต้นที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับนั่งก่อนตรัสรู้ตามลำดับ ซึ่งมีทั้งหมด 4 ต้น ได้แก่ ต้นที่ 1) เริ่มในสมัยพุทธกาล เกิดขึ้นวันเดียวกันกับเจ้าชายสิทธัตถะประสูติ จนถึงสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชเป็นเวลา 352 ปี ต้นที่ 2) เริ่มในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช สิ้นสุดลงในสมัยของกษัตริย์ฮินดู ในแคว้นแบงกอลพระนามว่า สาสังกา เมื่อประมาณ พ.ศ. 1143-1163 มีอายุราว 871 – 891 ปี ต้นที่ 3) พระเจ้าปูรณวรมา กษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์เมารยะ ทรงปลูกขึ้นแทนต้นที่ 2 มาสิ้นสุดในสมัยอินเดียอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ เมื่อ พ.ศ.2521 มีอายุราว 1258-1278 ปี ต้นที่ 4) นายพลเซอร์ คันนิ่งแฮม นักโบราณคดีชาวอังกฤษ ปลูกขึ้นแทนต้นที่ 3 เมื่อ พ.ศ. 2423
- พระเจดีย์มหาโพธิ์ – พระเจดีย์มหาโพธิ์แห่งนี้ คือสถานที่ที่เจ้าชายสิทธัตถะได้ตรัสรู้ ณ ใต้ต้นโพธิ์ พระเจดีย์ใหญ่ มีขนาดความสูง 180 ฟุต มีพระเจดีย์เล็ก 4 องค์แวดล้อม สันนิษฐานกันว่า สร้างขึ้นในสมัยพุทธศตวรรษที่ 7 และได้ถูกบูรณะซ่อมแซมมาแล้วหลายครั้ง ภายในห้องโถงของพระมหาเจดีย์มีพระพุทธรูปองค์หนึ่งประดิษฐานอยู่พระพักตร์เปี่ยมไปด้วยเมตตาและนิ้วพระหัตถ์ขวาที่ชี้ลงที่พื้นดิน
- พระแท่นวัชอาสน์ – พระแท่นวัชรอาสน์ หรือ พระแท่นเพชรแกะสลักด้วยเนื้อหินทรายเป็นรูปหัวเพชร กว้าง 4.10 นิ้ว ยาว 7.6 นิ้ว หนา 5 นิ้วครึ่ง ประดิษฐานไว้ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ พื้นแท่นแกะสลักเป็นรูปลวดลายแก้วชิงดวงเป็นรูปหัวแหวน มีรูปดอกบัวห่านฟ้า และดอกมณฑทรพ พระแท่นวัชอาสน์นี้เคยถูกทำลายเมื่อตอนต้นศตวรรษที่ 13 แตกเป็น 5 เสี่ยง นายพลเซอร์ คันนิ่งแฮม ได้บูรณะให้ดีดังเดิม
- สถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงอุปมาสัตว์โลกดุจดอกบัว 4 เหล่า – หลังจากตรัสรู้แล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเห็นว่าธรรมเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งยากที่สัตว์โลกจะเข้าใจถึงจึงไม่ประสงค์จะแสดงธรรม แต่เมื่อทรงเปรียบเทียบสัตว์โลกกับดอกบัว 4 เหล่า จึงได้ตั้งพระทัยที่จะแสดงธรรม แล้วทรงเปรียบเทียบมนุษย์ดุจดอกบัว 4 เหล่าคือ 1) อุคฆติตัญญู ดอกบัวที่พ้นน้ำแล้วพอถูกแสงอาทิตย์ก็บานเปรียบเหมือนบุคคลผู้มีสติปัญญาแก่กล้าพอได้รับคำแนะนำเพียงหัวข้อเล็กน้อยก็รู้แจ้งหรือบรรลุมรรคผลนิพพานได้เร็วพลัน 2) วิปจิตัญญู ดอกบัวที่เสมอน้ำมีโอกาสที่จะโผล่พ้นน้ำและรับแสงพระอาทิตย์เบ่งบานในเร็ววันได้ เปรียบเหมือนบุคคลผู้มีสติปัญญาดี พอได้รับคำแนะนำเพียงนิดหน่อย ก็รู้แจ้งเห็นจริงหรือบรรลุมรรคผลนิพพานในวันต่อไปได้ 3) เนยยะ ดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำมีโอกาสจะโผล่พ้นน้ำในวันข้างหน้าได้ แต่อาจจะใช้เวลานานเปรียบเหมือนบุคคลผู้มีสติปัญญาปานกลาง ก็มีโอกาสรู้แจ้งเห็นจริง และบรรลุมรรคผลนิพพานได้ในโอกาสต่อไปภายหน้า 4) ปทปรมะ ดอกบัวที่จมอยู่ใต้น้ำติดโคลนตม อาจจะเป็นอาหารของปลาและเต่าเปรียบเหมือนบุคคลผู้โง่เขลาอับปัญญาไม่สามารถจะรู้แจ้งเห็นจริงตามคำแนะนำได้ก็มีแต่จะจมอยู่ในอบายภูมิต่อไป
- สถานที่ที่มารทูลอาราธนาให้พระพุทธเจ้าปรินิพพาน – พญามารได้มาเข้าเฝ้าหลังจากที่พระพุทธองค์ตรัสรู้แล้วว่า ได้เวลาที่จะเสด็จ ดับขันธปรินิพพานแล้วแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า เราจักไม่ปรินิพพาน จนกว่า ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสกและอุบาสิกาจะบรรลุธรรมตามที่เราแสดงไว้ และจนกว่าพระพุทธศาสนาจะประดิษฐานมั่นคงแก่มวลมนุษย์โลก เมื่อกาลอันควรมาถึงจึงจักปรินิพพาน
- สถานที่ที่พระพุทธเจ้าเสวยวิมุตติสุข 7 สัปดาห์ – หลังจากการตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วพระพุทธองค์ก็ทรงประทับเสวยวิมุตติสุขอยู่ 7 แห่ง ตลอด 7 สัปดาห์ ดังนี้คือ
- 6.1 สัปดาห์แรกประทับนั่งที่พระแท่นวัชรอาสน์ – พระองค์ทรงประทับใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ โดยประทับนั่งพิจารณาปฏิจจสมุปบาท โดยอนุโลมและปฏิโลม ตลอด 7 วัน
- 6.2 สัปดาห์ที่ 2 ที่อนมิสเจดีย์ – พระองค์ทรงดำเนินไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือต้นโพธิ์ ทรงยืนพิจารณาทอดพระเนตรต้นพระศรีมหาโพธิ์โดยไม่กระพริบพระเนตรเลย 7 วัน ทรงหวนระลึกถึงอดีตที่ทรงชำระกิเลสหมดสิ้นผ่องใส ที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ที่ประทับยืนนั้นเรียกว่า อนิมิสเจดีย์
- 6.3 สัปดาห์ที่ 3 – ที่รัตนจงกรมเจดีย์ ทรงเสด็จเดินจงกรมอยู่ทางทิศเหนือข้างพระเจดีย์ใหญ่ ตรงจุดนี้พระองค์ทรงเดินจงกรมตลอด 7 วัน เรียกว่า รัตนจงกรมเจดีย์
- 6.4 สัปดาห์ที่ 4 ที่รัตนฆรเจดีย์ – เทวดาเนรมิตเรือนแก้วขึ้นทางทิศเหนือของต้นพระศรีมหาโพธิ์ พระองค์ประทับ นั่งบนบัลลังก์ พิจารณาอภิธรรมอันลึกซึ้งตลอด 7 วัน จึงเรียกว่า รัตนฆรเจดีย์
- 6.5 สัปดาห์ที่ 5 ที่ต้นอชปาลนิโครธ – พระพุทธองค์เสด็จออกจากต้นพระศรีมหาโพธิ์มุ่งสู่ต้นอชปาลนิโครธ อยู่ทางทิศตะวันออกตรงข้ามกับต้นพระศรีมหาโพธิ์ ธิดามาร 3 นาง คือ นางราคะ นางอรตี และนางตัณหาเข้ามาแสดงอาการยั่วยวนพระพุทธองค์ แต่พระองค์ทรงชนะด้วยพุทธบารมี ทรงชนะจอมมาร คือพญามารจนทรงได้พระนามว่าพระผู้พิชิตมาร พระองค์จะไม่กลับมาแพ้อีกอย่างแน่นอน
- 6.6 สัปดาห์ที่ 6 ที่สระมุจลินทร์ – ทรงเสวยวิมุติสุขที่สระมุจลินทร์ ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ห่างจากต้นโพธิ์ราว 4 กิโลเมตร ทรงประทับนั่งที่นั่นตลอด 7 วัน 7 คืน มีพญานาคแผ่พังพานกำบังฝนให้แก่พระพุทธองค์
- 6.7 สัปดาห์ที่ 7 – ที่ต้นราชายตนะ
- ภูเขาดงคสิริ – คือสถานที่ที่พระพุทธองค์ประทับอยู่ก่อนที่จะเสด็จมาที่ต้นโพธิ์ทรงกระทำทุกกิริยา คือทรงบำเพ็ญเพียรอย่างอุกฤษฏ์เพื่อจะทำที่สุดแห่งทุกข์
- เขาพรหมโยนี (คยาสีสะประเทศ) – ตั้งอยู่ใกล้ตัวเมืองคยา ตรงไปจะเข้าตัวเมืองคยา เดิมเรียกว่า “คยาสีสะ” ปัจจุบันเป็น ศาสนสถานของชาวฮินดู เรียกว่า พรหมโยนี เพราะมีก้อนหินทับกันดูเหมือนโยนีของพระพรหม มีความสำคัญต่อพุทธศาสนา คือ 1) ชฏิล 3 พี่น้อง และ 2) พระเทวทัตต์ถูกตีเข่ายอดอก
สังเวชนียสถานแห่งที่ 3 – สถานที่แสดงปฐมเทศนา สารนาถ(Sarnath)
สารนาถ เป็นสถานที่สำหรับจาริกแสวงบุญที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของชาวพุทธ อยู่ห่างจากตัวเมืองพารณสี 10 กิโลเมตร ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของกรุงพาราณสี อันเป็นเมืองศูนย์กลางแห่งศาสนาฮินดูภายในแคว้น ยู.พี คือ อุตรประเทศ ของรัฐบาลอินเดียปัจจุบัน
สารนาถ เดิมมีชื่อว่า “ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน” ที่ชื่อว่าสารนาถ เนื่องจากจริยาของพระพุทธองค์เมื่อคราวเป็นพระโพธิสัตว์ ได้เป็นที่พึ่งของกวาง หลังจากที่พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้ที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ที่เมืองคยาหรือพุทธคยาแล้ว พระองค์ก็ได้พิจารณาหาบุคคลผู้ที่มีอัธยาศัยเหมาะแก่การแสดงธรรมให้ฟัง ทรงทราบว่าปัญจวัคคีย์ ซึ่งออกบวชติดตามพระองค์ได้พากันมาอยู่ที่นี่ พระองค์จึงเสด็จมาเพื่อแสดงธรรมโปรด พระธรรมเทศนาที่ทรงแสดงครั้งแรก มีชื่อว่า “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” ผลแห่งการแสดงพระธรรมเทศนาครั้งแรกทำให้ท่านพระโกญฑัญญะผู้เป็นหัวหน้าของปัญจวัคคีย์ได้ดวงตาเห็นธรรมคือ บรรลุธรรม และขออุปสมบทเป็นพระสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนา ทำให้พระรัตนตรัยครบบริบูรณ์ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ประมาณ 300 ปีต่อมาเมื่อพระเจ้าอโศกมหาราชได้หันมานับถือพระพุทธศาสนา ได้เสด็จมานมัสการสถานที่นี้ พระองค์ได้ทรงสร้างถาวรวัตถุต่างๆ ไว้มากมายเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่พระพุทธเจ้า
สถานที่สำคัญในสารนาถ(Sarnath)
- ธรรมเมกขสถูป – สร้างขึ้นในราว ค.ศ. 500 และเชื่อกันว่า เป็นสถานที่ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงปฐมเทศนา แก่ ปัญจวัคคีย์ ลวดลายดอกไม้ที่รอบองค์พระสถูป เป็นศิลปะของยุคคุปตะแต่การขุดค้นสำรวจพบว่า แผ่นอิฐข้างในพระสถูปเป็นของยุค เมารยัน จึงสันนิษฐานไว้ว่า สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าอโศก พระสถูปเป็นรูปทรงกลม เส้นผ่าศูนย์กลาง 28 เมตรครึ่ง สูง 33 เมตรครึ่ง ช่องทั้ง 8 ช่องล้อมรอบองค์พระสถูป เป็นสัญลักษณ์แทนล้อของจักร คือ ธรรม ซึ่งก็คือธรรมจักรนั่นเอ
- ธรรมราชิกสถูป – ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของธรรมเมกขสถูป ในปัจจุบันนี้เหลือให้เราเห็นก็แต่เพียงร่องรอยซากพระสถูปเท่านั้น
- เจาคันฑีสถูป – ตั้งอยู่เยื้องพิพิธภัณฑ์สารนาถ เป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าพบปัญจวัคคีย์หลังจากที่เสด็จมาจากคยา หรือพุทธคยา พระสถูปสร้างขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 5 ในช่วงของราชวงษ์คุปตะ ปัจจุบันพระสถูปนั้นได้สูญหายไปตามกาลเวลา
- เสาหินพระเจ้าอโศก – พระเจ้าอโศกมหาราชได้ทรงให้สร้างขึ้น เพื่อเป็นเครื่องหมายแสดงสถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงตั้งคณะสงฆ์รุ่นแรก และส่งไปประกาศพระศาสนา 61 รูป เมื่อ พ.ศ 250 เสาสูง 15.24 เมตร จารึกอักษรพรหมี มีใจความว่าห้ามมิให้ผู้ใดทำลายสงฆ์ให้แตกกันและให้อุบาสกอุบาสิกาถืออุโบสถศีล ต่อมาเสาได้หักลง ส่วนหัวเสาซึ่งเป็นรูปสิงห์โต 4 เศียรหันหลังชนกันได้ถูกนำไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สารนาถเมื่ออินเดียได้รับเอกราชจากอังกฤษ ก็ตกลงใช้รูปสิงห์โต 4 เศียรนี้เป็นสัญลักษณ์ของประเทศอินเดีย
- พิพิธภัณฑ์สารนาถ – สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่รวบรวม พระพุทธรูป วัตถุโบราณที่ขุดได้บริเวณสารนาถทั้งหมดเมื่อ ค.ศ. 1904 โบราณวัตถุที่ขุดได้ เป็นศิลปะหลายๆยุค เริ่มจากยุคเมารยัน กุษาณ คุปตะ และ อื่นๆอีกมากในพิพิธภัณฑ์สารนาถ มีดังนี้คือ ยอดเสาอโศก พระพุทธรูปปางปฐมเทศนา และ พระโพธิสัตว์
สังเวชนียสถานแห่งที่ 4 – สถานที่ดับขันธปรินิพพาน กุสินารา (Kushinagar)
กุสินาราเป็นเมืองที่อยู่ในเส้นทางสายเศรษฐกิจในครั้งพุทธกาล เชื่อมต่อระหว่างแคว้นโกศลและแคว้นมคธ ผู้ที่จะเดินทางจากแคว้นโกศลมายังแคว้นมคธ ต้องผ่านทางเมืองปาวา กุสินารา เวสาลี ปาฏลีบุตร และนาลันทา จึงมาถึงเมืองราชคฤห์แห่งแคว้นมคธ พวกเจ้ามัลละแห่งกุสินารานับถือพระพุทธศาสนาเป็นส่วนมากในโอกาสที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปยังเมืองอาตุมา ประทับค้างแรมที่เมืองกุสินารา ในสวนไม้ชื่อ “พลิหรณะ” ณ โอกาสนี้ทรงแสดงกุสินาราสูตร 1 กุสินาราสูตร 2